ช่วยฟื้นตัวจากการออกกำลังกายเร็วขึ้น เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายนั้น ส่งผลดีต่อร่างกายขนาดไหน เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายได้ขับถ่ายของเสียออกมาในรูปเหงื่อแล้ว ยังช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกายทำงานดี และได้เผาผลาญไขมันอีกด้วย
แต่ใช่ว่าการออกกำลังกายจะให้คุณอย่างดี เพราะขึ้นชื่อว่าของฟรีไม่มีในโลก ดังนั้นแม้ร่างกายของเราจะได้ประโยชน์อนันต์จากการออกกำลัง แต่ก็มีความเสื่อมทางร่างกายที่ตามมาด้วย ดังนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายของเรา
วันนี้เรามีคำแนะนำของนักวิจัยเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม 7 ประเภทที่ควรกินหลังออกกำลังกาย มาฝาก
เริ่มจากสับปะรด และมะละกอ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดี เพราะในผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มีเอนไซม์บรอมีเลน และปาเปน ที่นอกจากจะช่วยย่อยโปรตีนแล้ว ยังป้องกันการอักเสบ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีหลังการออกกำลังกาย
อาหารประเภทที่ 2 คือแซลมอน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด นักวิจัยในออสเตรเลียพบว่า นักปั่นจักรยานที่ได้รับไขมันปลาแซลมอนติดต่อกันถึง 8 สัปดาห์ จะมีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลงและเกิดอาการหอบเหนื่อยน้อยลงขณะปั่นจักรยาน
ถัดมาที่ แซนด์วิชเนยถั่วผสมแยม หรือจะเป็นพาสตาซอสเนื้อก็ได้ จัดเป็นอาหารที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เพราะโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ต่อที่เนื้อหมูสันใน (เนื้อในส่วนที่ไม่มีมัน) เป็นแหล่งโปรตีนที่มีแคลอรีต่ำ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ในแคนาดา พบว่า การรับประทานโปรตีนแคลอรีต่ำให้มากขึ้น บวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยลดไขมันตรงส่วนเอวลงได้
ส่วนในหมวดเครื่องดื่มนั้น นักวิจัยแนะนำให้ดื่มนม ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมที่สุดในการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวหลังการออกกำลังกาย Hi
Wh
Wo
Hi
An
Va
Th
So
Yo
Wo
Ze
Th
Th
Ze
Bo
Go
Fr
Ho
Hi
Wh
Wo
Hi
ดีกว่าน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เสียอีก เนื่องจากนมอุดมไปด้วยโปแตสเซียมซึ่งช่วยเรื่องการเต้นของหัวใจ และการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง และหากเติมช็อกโกแลตลงไปด้วยจะช่วยให้นมมีความสมดุลของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
เครื่องดื่มประเภทที่ 2 คือ กาแฟ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียในสหรัฐ พบว่า ถ้าร่างกายได้รับกาเฟอีนในปริมาณที่เท่ากับการดื่มกาแฟ 2 ถ้วย หลังออกกำลังกาย จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้มาก เพราะกาเฟอีนจะไปยับยั้งสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดการเจ็บปวด
เครื่องดื่มอีกประเภทที่เหมาะคือ น้ำเย็น สามารถดื่มทั้งก่อนและขณะออกกำลังกาย เพราะจะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น และน้ำเย็นยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย
มาทำสมาธิ...ลดความเครียดกันเถอะ
แนะวิธีบำบัดจิต สร้างความสงบในใจ
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าทำไมจึงเครียด เพราะไม่เคยสังเกตตัวเอง เมื่อมีสิ่งมากระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรือคิดอะไรขึ้นในใจ ถ้าเป็นสิ่งที่ (ตา หู จมูก ใจ) เราชอบ อร่อย (ลิ้น) สนุก (ใจ) สบาย (กาย) เรามักจะไม่เครียด โดยเฉพาะเป็นสิ่งที่สมอยาก (ตัณหา) สมหวัง หรือ รอมานาน
แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้ (แม้จะเป็นสิ่งที่เคยชอบ) ทำให้ไม่ชอบไม่ถูกใจ ไม่ได้ดั่งใจ หรือ มาดูถูก มาทำให้ตัวเราด้อยค่า (มานะ) มากระทบความคิดเห็นของตัวเรา (ทิฐิ) ฯลฯ ก็จะเริ่มหงุดหงิด เครียด ฉุนเฉียว โมโห
บางคนความเครียดจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดอาการไม่สบาย เช่น ปวดเมื่อยต้นคอ ศีรษะ หนักหัว มึนงง นอนไม่หลับ ฯลฯ แท้จริงแล้ว เรารู้สึกเครียดมากน้อยขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่า มีมุมมอง ท่าทีต่อสิ่งเร้านั้นอย่างไร
วิธีจัดการกับความเครียดอย่างการเจริญสมาธิ เป็นวิธีปฏิบัติในหลายศาสนา เป็นวิธีหนึ่งในการเข้าสู่ความสงบสุขทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นทั้งวิธีคลายความเครียดที่มีอยู่ และยังเป็นทางหนึ่งในการป้องกัน เข้าใจสาเหตุและปัจจัยส่งเสริมความเครียดในชีวิตประจำวันของเราได้
ในพุทธศาสนามีวิธีเจริญสมาธิถึง 40 วิธี วิธีที่นิยมมากคือ อาณาปานสติ โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออกจนจิตสงบตั้งมั่น อิริยาบถใหญ่ทั้ง 4 ของคนเราก็เจริญสมาธิได้ เช่น นั่งสมาธิแบบพุทธ หรือแบบชี่กง นอนท่าศพแบบโยคะ ยืนอรหันต์แบบชี่กง หรือเดินจงกรมแบบพุทธ ก็สามารถเข้าสมาธิจนใจสงบนิ่ง และใช้ใจที่มีสมาธิพิจารณาความเครียดในตัวเอง ให้เข้าใจถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้
ตัวอย่างวิธีการนั่งสมาธิอย่างง่าย
1. เวลาที่นั่งสมาธิควรเป็นเวลาที่ไม่หิว ไม่อิ่ม An
Va
Bi
Wo
Wo
Mo
Bu
Wo
Ki
Ex
Co
Th
Wh
De
Fo
Yo
Yo
An
Va
Bi
Wo
Wo
Mo
ไม่กลั้นอุจจาระปัสสาวะ นั่งบนเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง หรือไม่พิงพนักในท่าที่สบาย ยืดตัวตรง มือทั้งสองวางบนหน้าตัก ผ่อนคลายทั้งตัว
2. กำหนดใจให้สนใจแต่เสียงเพลงสวด หรือเพลงบรรเลง หายใจเข้าออกช้าๆ ยาวๆ
3. ถ้าใจคิดถึงเรื่องใดๆ ให้กำหนดใจกลับมาที่เสียงเพลงทุกครั้ง ประคองใจไว้
4. ถ้ามีอาการบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกาย เช่น ร้อน ชา น้ำมูกน้ำตาไหล ให้เฝ้าดูอาการนั้นไปเรื่อยๆ ใจยังกำหนดอยู่ที่เสียงเพลง จนรู้สึกความสงบสุขในใจ
5. รู้สึกกายผ่อนคลาย ใจโปร่งเบา ปล่อยวางจากความเครียดต่างๆ แต่ถ้าไม่มีเสียงดนตรีหรือเพลงสวด ให้กำหนดใจที่ลมหายใจเข้าออก ร่วมกับการภาวนาในใจ ว่า ผ่อน เวลาหายใจเข้า คลาย เวลาหายใจออก หรือ ปล่อย เวลาหายใจเข้า วาง เวลาหายใจออก ความสุขสงบจะค่อยๆ เกิดในใจเรา
No comments:
Post a Comment