เตรียมพร้อมการดูแลก่อนและหลังพาน้องหมาไปต่างประเทศ
ในช่วงสิ้นปีแบบนี้ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวกันแล้วนะคะ เชื่อว่า เพื่อน ๆ คนรักน้องหมาหลาย ๆ คนก็อาจจะมีแผนเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ไปศึกษาต่อ ทำธุรกิจ หรืออาจจะย้ายตามครอบครัวไปลงหลักปักฐานที่ต่างประเทศ ซึ่งอาจจะต้องอาศัยอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานานหลายปี โดยมีน้องหมาแสนรักร่วมเดินทางตามไปอยู่ที่ต่างประเทศด้วย ...
เทคนิคการเลี้ยงการดูแล วันนี้ ปังปอนด์ก็เลยหยิบเคล็ดลับดี ๆ ในการเลี้ยงและทำให้น้องหมาสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อม และใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศได้อย่างมีความสุข มาฝากเพื่อน ๆ ที่กำลังจะพาน้องหมาไปเลี้ยงที่ต่างประเทศ หรือเพื่อน ๆ ที่พาน้องหมาไปอยู่ต่างประเทศแล้วแต่ยังไม่รู้ว่า จะต้องเริ่มดูแลน้องหมาแบบไหนกันค่ะ จะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลย
สภาพอากาศเมืองไทยแตกต่างกับเมืองนอก
ก่อนอื่นผู้เลี้ยงจะต้องทำความเข้าใจเรื่องสภาพอากาศก่อนค่ะว่า สภาพอากาศในประเทศไทยของเรานั้นแตกต่างจากต่างประเทศ โดยในประเทศไทยของเราจะอยู่ในเขตร้อนชื้น สภาวะอากาศโดยทั่วไปจึงร้อนอบอ้าวเกือบตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีของประเทศไทยมีค่าประมาณ 27 องศาเซลเซียส โดยมีเพียง 3 ฤดู คือ หน้าร้อน หน้าฝน และหน้าหนาว ซึ่งในฤดูร้อนจะมีระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โดยทั่วไปจะมีอากาศร้อนและแห้งแล้งมาก ส่วนในช่วงฝนสภาพอากาศจะมีความชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกติดต่อกันโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน และในฤดูหนาวจะมีสภาพอากาศที่แห้งแล้งและหนาวเย็นในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 3 เดือนเท่านั้นค่ะ
แต่สำหรับในต่างประเทศ ส่วนมากมักจะมี 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ซึ่งในฤดูร้อนของต่างประเทศนั้น มักจะมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่าในฤดูหนาวของประเทศไทยเสียอีกค่ะ อย่างเช่น ประเทศออสเตรเลียที่จะมีสภาพอากาศในฤดูร้อนประมาณ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นอากาศที่หนาวเย็นสำหรับประเทศไทยและสำหรับน้องหมา โดยเฉพาะกับน้องหมาพันธุ์ขนสั้น เช่น สุนัขสายพันธุ์ชิวาวา แจ็ครัสเซลล์เทอร์เรีย ปั๊ก เฟรนช์บูลด็อก อิตาเลียน เกรย์ฮาวด์ ฯลฯ เราจึงจะต้องดูแลให้ความอบอุ่นกับน้องหมามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะน้องหมาที่เกิดและปรับตัวในสภาพแวดล้อมของประเทศไทยซึ่งเป็นเขตร้อนชื้น Ze
Bo
Go
Fr
Ho
Hi
Wh
Wo
Hi
An
Va
Bi
Wo
Wo
Mo
Bu
Wo
Ki
Ex
Co
Th
Wh การพาน้องหมาย้ายไปต่างประเทศที่มีอากาศเย็น ติดลบ มีหิมะตก ก็อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้น้องหมาสามารถเข้ากับสภาพอากาศของต่างประเทศ และใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่ถ้าหากเพื่อน ๆ ไปซื้อน้องหมาในต่างประเทศก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวค่ะ เพราะน้องหมาที่เกิดและโตในต่างประเทศก็จะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศในประเทศนั้น ๆ ได้ตามธรรมชาติค่ะ
สำหรับเพื่อน ๆ ที่จะพาน้องหมาจากประเทศไทย หรือได้พาน้องหมาไปเลี้ยงที่ต่างประเทศแล้ว เพื่อน ๆ ก็สามารถเรียนรู้วิธีการช่วยให้น้องหมาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศในต่างประเทศได้ตามวิธีดังนี้ค่ะ
1.ปรับตัวเตรียมพร้อมก่อนย้ายไปต่างประเทศ
สำหรับการย้ายที่อยู่ใหม่ หรือการพาน้องหมาเดินทางไปอยู่ที่ต่างประเทศด้วยนั้น อาจจะทำให้น้องหมาเกิดความเครียด และแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ออกมาได้ ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงต้องเตรียมตัวป้องกันปัญหา และผ่อนคลายความเครียดให้น้องหมาเพื่อให้น้องหมาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานที่แห่งใหม่ที่น้องหมาไม่คุ้นชินให้ได้
โดยในช่วงเตรียมตัวก่อนที่ผู้เลี้ยงและน้องหมาจะเดินทางไปต่างประเทศประมาณ 2 อาทิตย์ แนะนำว่า ให้ผู้เลี้ยงใช้วิธีการเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมหรือสเปรย์ปรับอากาศเป็นกลิ่นที่แตกต่างจากกลิ่นเดิมที่เคยใช้อยู่ฉีดพ่นภายในบ้าน เช่น จากกลิ่นส้มเป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ เพื่อปรับให้น้องหมาจำกลิ่นใหม่ก่อนที่จะย้ายบ้านไปอยู่ต่างประเทศ ซึ่งกลิ่นสเปรย์น้ำหอมจะช่วยให้น้องหมาจำกลิ่น และคุ้นเคยกับบ้านใหม่ในต่างประเทศได้ไวมากขึ้น หรืออาจจะลองปรับอุณหภูมิห้องเพื่อให้น้องหมาได้เจอกับสภาพอากาศเย็น ๆ บ้างก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายของน้องหมาได้ปรับตัวกับสภาพอากาศค่ะ
2.จัดพื้นที่ที่อบอุ่นให้น้องหมาอยู่
เมื่อน้องหมาเดินทางไปถึงต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่ผู้เลี้ยงต้องทำคือ การกำหนดอาณาเขตและสร้างมุมส่วนตัวให้น้องหมา โดยผู้เลี้ยงควรเลือกพื้นที่ที่เงียบสงบ และเป็นพื้นที่ที่จะไม่มีการย้ายหรือเปลี่ยนแปลงอีกในอนาคต เพื่อเป็นการสร้างวินัย และแบ่งเขตให้น้องหมารู้จักพื้นที่ของตัวเอง พร้อมกับสร้างความมั่นใจให้น้องหมา โดยอาจจะหาเบาะนอนที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวน้องหมาเล็กน้อย มีความหนาและนุ่มเพื่อให้น้องหมานอนได้อย่างสบาย ไม่อึดอัด และอาจจะนำผ้าที่น้องหมาเคยใช้นอน หรือเสื้อผ้าของผู้เลี้ยงที่มีกลิ่นเหงื่ออ่อน ๆ มาวางไว้ในเบาะนอนเพื่อให้น้องหมารู้ว่า พื้นที่บริเวณนี้คือพื้นที่ปลอดภัยของน้องหมา ซึ่งจะช่วยให้น้องหมาสามารถปรับตัวและคุ้นชินกับที่อยู่ใหม่ได้อย่างรวดเร็วค่ะ
3.สวมเสื้อผ้าให้น้องหมาอบอุ่น
เมื่อผู้เลี้ยงพาน้องหมาย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เสื้อผ้าสำหรับน้องหมา ก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับน้องหมาที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ โดยเฉพาะกับน้องหมาพันธุ์เล็กที่มีขนสั้น เพราะน้องหมาเหล่านี้มักจะขี้หนาว ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นได้จากน้องหมาจะมีอาการตัวสั่น หูเย็น ฯ โดยผู้เลี้ยงควรเลือกเสื้อผ้าที่มีความหนา และมีคุณสมบัติทนความหนาวเย็นได้ ซึ่งแบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับน้องหมาที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศคือ เสื้อที่ถูกออกแบบให้บริเวณคอเป็นทรงสูง เช่น เสื้อคอเต่า หรือเสื้อที่สามารถคลุมตั้งแต่โคนหางจนถึงลำคอของน้องหมา และนอกจากนี้ผู้เลี้ยงอาจจะหาถุงเท้ามาให้น้องหมาสายพันธุ์เล็ก หรือน้องหมาเด็กสวมใส่เพราะพื้นภายในบ้านมักจะมีความเย็น เพื่อช่วยให้กักเก็บอุณหภูมิความร้อนในร่างกายน้องหมา และช่วยปกป้องเท้าของน้องหมาจากสิ่งสกปรก สารเคมีต่าง ๆ ภายในบ้านกันด้วยนะคะ
ส่วนสำหรับผู้เลี้ยงหลาย ๆ คนที่เป็นกังวลว่า อุ้งเท้าน้องหมาที่ไม่มีขนมาคอยปกคลุมจะถูกหิมะกัดในช่วงหน้าหนาวจนต้องหารองเท้ามาให้น้องหมาสวมใส่นั้น ก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะได้มีงานวิจัยของประเทศญี่ปุ่นที่วิจัยเกี่ยวกับกลไกการทำงานของเท้าของน้องหมากับความเย็น โดยผลวิจัยบอกว่า เนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเท้าน้องหมามีกระบวนการที่ทำให้ทนทานต่ออุณหภูมิที่หนาวเย็นจัดได้ถึง -35 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกันกับที่พบในแขนขาของเพนกวินและสุนัขจิ้งจอกขั้วโลกเหนือ รวมไปถึงครีบปลาโลมา ซึ่งหมายความว่า ผู้เลี้ยงสามารถปล่อยน้องหมาออกไปเดินเล่นในหิมะได้ โดยไม่ต้องเป็นกังวลว่า อุ้งเท้าของน้องหมาจะเย็น แข็งชา หรือโดนหิมะกัดได้ง่าย ๆ ค่ะ แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่แนะนำให้เพื่อน ๆ พาน้องหมาออกไปวิ่งเล่นท่ามกลางหิมะเป็นเวลานาน ๆ นะคะ เพราะน้องหมาอาจจะเป็นหวัด ปวดบวม หรือโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากสภาพอากาศหนาวเย็นก็ได้ค่ะ
4.ให้อาหารมีคุณภาพกับน้องหมา
สำหรับเรื่องการให้อาหารน้องหมาก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับเรื่องอื่น ๆ เลยค่ะ เพราะในต่างประเทศส่วนมากจะมีอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี ผู้เลี้ยงจึงต้องเลือกอาหารที่มีคุณภาพดีให้กับน้องหมา โดยควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนสูงคุณภาพดี เพื่อช่วยเสริมสร้างความอบอุ่นและช่วยเสริมสร้างพลังงานให้กับร่างกาย โดยผู้เลี้ยงควรเลือกเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปสูตรที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยของน้องหมาจะดีที่สุดเพราะอาหารเม็ดสำเร็จรูปมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและสมดุลเหมาะสมกับช่วงวัยเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโต พัฒนาสมองและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย และอาจจะเสริมด้วยวิตามิน น้ำมันปลา กล้วย ที่จะช่วยให้น้องหมามีผิวหนังชุ่มชื้น ขนสวย ไม่หลุดร่วงง่าย โดยเฉพาะกับน้องหมาสายพันธุ์ที่มักจะพบปัญหาผิวหนังและขนร่วงในจำนวนมาก เช่น ปั๊ก
และหากผู้เลี้ยงจะทำอาหารปรุงสุกให้น้องหมากินเอง ก็ควรควบคุมน้ำหนักของน้องหมาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่เสมอและเลือกอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดีมาประกอบอาหาร เช่น อกไก่ เนื้อหมู ฯ โดยเราต้องคำนวณปริมาณอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อให้น้องหมา ด้วย โปรแกรมการคำนวณหาปริมาณอาหารที่เหมาะสมต่อวันของสุนัข ด้วยนะคะ
5.ออกกำลังกายสลายไขมัน
นอกจากเรื่องอาหารที่ผู้เลี้ยงต้องคอยควบคุมให้น้องหมาอยู่เสมอแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ ผู้เลี้ยงยังต้องหมั่นพาน้องหมาไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเผาผลาญพลังงานไม่ให้เกิดไขมันสะสม หรือเป็นโรคอ้วนได้ เพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นในต่างประเทศมักจะส่งผลให้น้องหมาขี้เกียจ เอาแต่นอนหลบความหนาวเย็นอยู่ภายในบ้าน ผู้เลี้ยงจึงต้องจัดตารางการออกกำลังกายให้น้องหมาและทำตามอย่างเคร่งครัด โดยอาจจะขอคำปรึกษากับสัตวแพทย์เพื่อจัดตารางการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับน้อหมาแต่ละตัวจะดีที่สุด
สำหรับการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับน้องหมาพันธุ์เล็กควรเป็นการออกกำลังกายแบบเบา ๆ เช่น
พาไปเดินหรือวิ่งเล่นตามสวนสาธารณะโดยให้น้องหมาอยู่ในสายจูงทุกครั้ง ใช้เพียงแค่ 10- 15 นาที แล้วพัก 5-10 นาที จากนั้นให้กลับมาออกกำลังกายใหม่ หรืออาจจะสังเกตดูจากอาการหอบของน้องหมาที่จะแสดงออกมาตอนเหนื่อยก็ได้ค่ะ อาจจะหากิจกรรมอื่น ๆ เช่น เล่นเกมส์ฝึกสมอง โยนลูกบอล ดึงเชือก เพื่อกระตุ้นให้น้องหมาได้ออกกำลังกายทั้งร่างกายและสมองที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนในน้องหมาพันธุ์ใหญ่ผู้เลี้ยงอาจจะเพิ่มเวลาการออกกำลังกายเป็น 30-40 นาที ก็ได้ค่ะ ... ข้อสำคัญคือ ผู้เลี้ยงควรให้น้ำน้องหมากินก่อนและหลังออกกำลังกายเพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำกันด้วยนะคะ
6.ลดความถี่ของการอาบน้ำ
ในช่วงระยะแรก 2-3 เดือนแรก ที่ผู้เลี้ยงเพิ่งพาน้องหมาย้ายไปต่างประเทศ แนะนำว่า ให้ผู้เลี้ยงลดความถี่ของการอาบน้ำให้กับน้องหมาลง โดยไม่ควรเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะการอาบน้ำให้กับน้องหมามากหรือบ่อยเกินไปจะลดเป็นการปริมาณน้ำมันบนผิวหนัง ทำให้ผิวหนังและเส้นขนแห้ง ซึ่งอาจะทำให้น้องหมาเกิดอาการคัน มีสะเก็ดรังแค ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคผิวหนังอักเสบและโรคผิวหนังต่าง ๆ
แต่ถ้าหากน้องหมาเล่นซน หรือเปรอะเปื้อน ผู้เลี้ยงก็อาจจะเลือกใช้วิธีใช้โฟมอาบแห้งสำหรับสุนัขมาทำความสะอาดให้น้องหมา Ha
De
Fo
Yo
Yo
Th
So
Yo
Wo
Ze
Th
Th
Ze
Bo
Go
Fr
Ho
Hi
Wh
Wo
Hi
หรือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด ๆ เช็ดตัวและใช้ไดร์เป่าให้แห้งทันทีจะดีกว่า โดยใช้ไดร์เป่าเว้นระยะห่างจากตัวน้องหมาประมาณ 30 เซนติเมตร และแปรงขนให้น้องหมาในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อช่วยกระตุ้นต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้มีน้ำมันมาเคลือบผิวหนังและเส้นขนน้องหมาให้มีความชุ่มชื้นกันด้วยนะคะ
7.ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
ผู้เลี้ยงควรพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยทุก 6 เดือน และฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมสุขภาพเพื่อช่วยลดอัตราการเป็นโรคต่าง ๆ และเพื่อเช็คความแข็งแรงทั้งร่างกายภายนอกและระบบภายในร่างกายของน้องหมา เพราะน้องหมาที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งในสภาพอากาศที่หนาวเย็นอาจจะทำให้น้องหมาเป็นโรคไข้หวัด โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือโรคอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย
การพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพจะช่วยทำให้ผู้เลี้ยงรู้ถึงแนวโน้ม หรือความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเตรียมรับมือ และรักษาน้องหมาได้อย่างทันท่วงทีหากตรวจพบโรคต่าง ๆ ค่ะ
สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมีแผนที่จะพาน้องหมาย้ายไปอาศัยอยู่ต่างประเทศ ก็อย่าลืมนำเคล็ดลับที่ปังปอนด์แนะนำไปปรับใช้ เตรียมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกันด้วยนะคะ เพื่อนๆ จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นของน้องหมาเมื่อต้องย้ายที่ อยู่ใหม่ รับรองว่าเพื่อน ๆ และน้องหมาจะมีความสุขกับการย้ายไปอยู่ต่างประเทศกันแน่นอนจ้า
Sunday, July 26, 2015
8 โรคเสี่ยงของ ชาวม็อบเตือนดูแลตัวเอง
ในยุคที่ประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน ประชาชนหันมาสนใจเหตุบ้านการเมืองกันอย่างล้นหลาม ต่างคนก็พยายามแสดงออกทางความคิดตามสิทธิของตน การชุมนุมของคนหลากหลายกลุ่มต่างความคิดจึงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ
โดยเฉพาะในขณะนี้กรุงเทพมหานครเมืองที่เต็มไปด้วยม็อบกลุ่มต่าง ๆ ทั้งม็อบนกหวีดที่ถนนราชดำเนิน ม็อบ คปท.ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ม็อบกองทัพธรรมที่แยกผ่านฟ้าลีลาศ จากการลงพื้นที่ชุมนุมจะเห็นได้ว่าความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้ชุมนุม จะมีทั้งผู้ชุมนุมที่มาฟังการปราศรัยในช่วงเย็น และกลุ่มผู้ชุมนุมค้างคืนที่จะมาจากต่างจังหวัด
ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องกินนอนกันริมถนน ห้องน้ำสาธารณะก็มีไม่เพียงพอต่อปริมาณผู้ชุมนุม บ้างก็มีการปลดทุกข์กันข้างทาง ทำให้ส่งกลิ่นเหม็น เกิดความสกปรก ไม่ถูกสุขอนามัย อีกทั้งในพื้นที่ในการชุมนุมที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดเป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้เมื่อรวมกันก็กลายเป็นงานปาร์ตี้ของเหล่าเชื้อโรค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้มากมาย
หน้าที่กรุงเทพมหานคร นอกจากการช่วยดูแลด้านความปลอดภัย และลดผลกระทบจากการชุมนุมแล้ว การดูแลสุขภาพร่างกายของประชาชนก็เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญ และด้วยความเป็นห่วงเป็นใยต่อสุขภาพของประชาชน
ทางสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร โดย พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนัก และเจ้าหน้าที่ จึงได้สำรวจรวบรวมโรคภัยที่อาจแฝงตัวมากกับการชุมนุม โดยโรคที่เกิดขึ้นจะแบ่งได้หลัก ๆ คือโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกายและโรคที่เกิดขึ้นทางจิตใจ ซึ่งจะแบ่งโรคเสี่ยงที่อาจเกิดจากการอยู่ในพื้นที่ชุมนุมเป็นเวลานาน ออกเป็น 8 โรค ดังนี้
1. โรคที่เกิดจากอาหารและน้ำ เนื่องจากอาหารและน้ำ ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการชุมนุม แต่ในพื้นที่ชุมนุมเป็นพื้นที่ที่จำกัดและมีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมกันมากมาย จึงต้องมีการตั้งครัวริมถนนขึ้น ซึ่งอาจมีการปรุงเก็บไว้นานหลายชั่งโมง หรืออาจขนส่งมาจากพื้นที่อื่น ทำให้อาหารไม่สุกใหม่ และอาจเกิดอาการท้องร่วงเมื่อรับประทานเข้าไปได้ ประกอบกับเรื่องห้องน้ำที่ส่วนใหญ่ใช้ร่วมกันบนรถสุขาที่ กทม.จัดเตรียมเอาไว้ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคดังกล่าวได้ง่ายขึ้นด้วย ไม่สามารถมั่นใจถึงเรื่องความสะอาดได้ว่าจะมีมากน้อยเพียงใด อีกทั้งน้ำดื่มที่แจกกันในที่ชุมนุมก็มีทั้งน้ำบรรจุขวดและน้ำดื่มในคูเลอร์ซึ่งน้ำเหล่านี้ง่ายต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค ดังนั้นอาการอาหารเป็นพิษ จึงเป็นโรคที่เกิดได้ง่ายมากในการชุมนุม ผู้ชุมนุมควรระมัดระวังในการรับประทานอาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ส่วนน้ำดื่มก็ควรเป็นน้ำสะอาดบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน
2. โรคติดต่อทางการหายใจ อาทิ โรคหวัด วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งในพื้นที่ที่รวบรวมคนไว้จำนวนมาก การเกิดโรคติดต่อทางการหายใจจึงเป็นไปได้ง่าย ยิ่งกับผู้ชุมนุมที่เป็นเด็ก คนชรา หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการสวมหน้ากากอนามัยป้องกันไว้ในเบื้องต้น เพราะหากได้รับเชื้อแล้ว การรักษาอาจทำได้ยากกว่าการป้องกันมากนัก
3. โรคเครียด ซึ่งความวิตกกังวลและโรคเครียดเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะประชาชนที่มาเข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งเป็นผู้ได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา Bu Wo Ki Ex Co Th Wh Ha Th So Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi จึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้ โดยความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลทำให้ระบบร่างกายเกิดความปั่นป่วนได้ อาทิ เกิดโรคเครียดลงกระเพาะ โรคความดันและโรคหัวใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาวะเครียดที่รุนแรง อย่างไรก็ตามวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมคือการพยายามผ่อนคลายตนเอง ไม่ยึดติดกับสิ่งหนึ่งมากเกินไป
4. โรคไข้เลือดออก ในพื้นที่การชุมนุมเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อโรคดังกล่าวเนื่องจากเป็นที่เปิดกว้าง มีท่อระบายน้ำ และมีการหมักหมมของเศษอาหารสิ่งสกปรกต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นบ่อเกิดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ผู้ชุมนุมอาจได้รับเชื้อไข้เลือดออกจากการถูกยุงกัดได้ ซึ่งคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ล้วนเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อทั้งสิ้น การป้องกันเบื้องต้นคือประชาชนต้องพยายามอย่าให้ยุงกัด อาจป้องกันด้วยการทาโลชั่นกันยุง หรือหายากันยุงจุดป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องค้างคืนริมถนน ควรป้องกันดูแลเป็นพิเศษ
5. โรคหู เนื่องจากอุปกรณ์การชุมนุมที่สำคัญในยุคสมัยนี้ ต่างก็มีทั้งนกหวีด แตร ฉาบ ซึ่งล้วนแต่มีเสียงดังและอาจเป็นอันตรายต่อระบบประสาทหูได้ โดยปกติเสียงที่จะเป็นอันตรายต่อประสาทหูต้องมีความดังเกิน 80 เดซิเบล สำหรับกลุ่มม็อบนกหวีดก็ไม่ได้มีการวัดค่าที่แน่นอนว่าอยู่ในระดับใด แต่หากประชาชนอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานานก็จะส่งผลให้ประสาทหูอักเสบได้ชั่วคราว การป้องกันที่ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงแต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรใช้อุปกรณ์อุดหูเพื่อป้องกัน
6. โรคผิวหนัง เป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นได้เนื่องจากผู้ชุมนุมที่ค้างคืนริมถนน ด้วยความจำกัดของห้องน้ำ ทำให้การชำระทำความสะอาดร่างกายอาจเป็นสิ่งที่ยากลำบาก อีกทั้งด้วยสภาพอากาศของไทยที่มี
ความร้อนอบอ้าว โรคผิวหนังผื่นคันจึงอาจเกิดขึ้นได้ วิธีการดูแลป้องกันตนเองที่ดีที่สุดคือการพยายามดูแลรักษาความสะอาดในร่างกายตนเองอย่างสม่ำเสมอ พยายามชำระล้างร่างกายเป็นประจำ หากเกิดผื่นคันพยายามรีบรักษาอย่าปล่อยให้ลุกลามไปยังที่อื่น ๆ
7. โรคประจำตัวของผู้ชุมนุม การชุมนุมเป็นการรวมตัวของผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ และแต่ละคนต่างก็มีสุขภาพร่างกายแตกต่างกัน Wh Wo Hi An Va Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex Co Th Wh Ha De Fo Yo Yo Ze Th Th การเข้าร่วมการชุมนุมอาจทำให้ประชาชนละเลยการดูแลตนเองจากโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ ทางที่ดีที่สุดคือผู้ชุมนุมต้องไม่ลืมศักยภาพตัวเอง กระทำสิ่งต่าง ๆ ตามแต่ศักยภาพที่ตนมี ไม่ฝืนสังขารของตัวเอง และไม่ลืมดูแลตัวเอง คนที่มีโรคประจำตัวก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ยิ่งกลุ่มที่เป็นโรคหัวใจ ความดัน การชุมนุมอาจยิ่งสร้างความ เครียดจึงต้องระมัดระวังร่างกายอย่างมาก
8. โรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากมีรายงานว่าในที่ชุมนุมมีผู้ชุมนุมถูกสุนัขจรจัดกัด ซึ่งไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสุนัขแต่ละตัวมีเชื้อพิษสุนัขบ้าบ้างหรือไม่ ดังนั้น ประชาชนควรรู้จักดูแลป้องกันตัวเอง หากถูกสุนัขกัดควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ที่แผลหลาย ๆ ครั้ง และรีบไปพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรค
การชุมนุมถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนสามารถชุมนุมได้แต่ก็ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น สุขภาพร่างกายถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราคงต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ความรักชาติ รักอุดมการณ์เป็นสิ่งที่ถูกต้องถ้าอยู่บนพื้นฐานของความพอเหมาะพอควร และสำคัญที่สุดคือต้องไม่ลืมรักและดูแลตัวเอง
โดยเฉพาะในขณะนี้กรุงเทพมหานครเมืองที่เต็มไปด้วยม็อบกลุ่มต่าง ๆ ทั้งม็อบนกหวีดที่ถนนราชดำเนิน ม็อบ คปท.ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ม็อบกองทัพธรรมที่แยกผ่านฟ้าลีลาศ จากการลงพื้นที่ชุมนุมจะเห็นได้ว่าความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้ชุมนุม จะมีทั้งผู้ชุมนุมที่มาฟังการปราศรัยในช่วงเย็น และกลุ่มผู้ชุมนุมค้างคืนที่จะมาจากต่างจังหวัด
ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องกินนอนกันริมถนน ห้องน้ำสาธารณะก็มีไม่เพียงพอต่อปริมาณผู้ชุมนุม บ้างก็มีการปลดทุกข์กันข้างทาง ทำให้ส่งกลิ่นเหม็น เกิดความสกปรก ไม่ถูกสุขอนามัย อีกทั้งในพื้นที่ในการชุมนุมที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดเป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้เมื่อรวมกันก็กลายเป็นงานปาร์ตี้ของเหล่าเชื้อโรค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้มากมาย
หน้าที่กรุงเทพมหานคร นอกจากการช่วยดูแลด้านความปลอดภัย และลดผลกระทบจากการชุมนุมแล้ว การดูแลสุขภาพร่างกายของประชาชนก็เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญ และด้วยความเป็นห่วงเป็นใยต่อสุขภาพของประชาชน
ทางสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร โดย พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนัก และเจ้าหน้าที่ จึงได้สำรวจรวบรวมโรคภัยที่อาจแฝงตัวมากกับการชุมนุม โดยโรคที่เกิดขึ้นจะแบ่งได้หลัก ๆ คือโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกายและโรคที่เกิดขึ้นทางจิตใจ ซึ่งจะแบ่งโรคเสี่ยงที่อาจเกิดจากการอยู่ในพื้นที่ชุมนุมเป็นเวลานาน ออกเป็น 8 โรค ดังนี้
1. โรคที่เกิดจากอาหารและน้ำ เนื่องจากอาหารและน้ำ ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการชุมนุม แต่ในพื้นที่ชุมนุมเป็นพื้นที่ที่จำกัดและมีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมกันมากมาย จึงต้องมีการตั้งครัวริมถนนขึ้น ซึ่งอาจมีการปรุงเก็บไว้นานหลายชั่งโมง หรืออาจขนส่งมาจากพื้นที่อื่น ทำให้อาหารไม่สุกใหม่ และอาจเกิดอาการท้องร่วงเมื่อรับประทานเข้าไปได้ ประกอบกับเรื่องห้องน้ำที่ส่วนใหญ่ใช้ร่วมกันบนรถสุขาที่ กทม.จัดเตรียมเอาไว้ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคดังกล่าวได้ง่ายขึ้นด้วย ไม่สามารถมั่นใจถึงเรื่องความสะอาดได้ว่าจะมีมากน้อยเพียงใด อีกทั้งน้ำดื่มที่แจกกันในที่ชุมนุมก็มีทั้งน้ำบรรจุขวดและน้ำดื่มในคูเลอร์ซึ่งน้ำเหล่านี้ง่ายต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค ดังนั้นอาการอาหารเป็นพิษ จึงเป็นโรคที่เกิดได้ง่ายมากในการชุมนุม ผู้ชุมนุมควรระมัดระวังในการรับประทานอาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ส่วนน้ำดื่มก็ควรเป็นน้ำสะอาดบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน
2. โรคติดต่อทางการหายใจ อาทิ โรคหวัด วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งในพื้นที่ที่รวบรวมคนไว้จำนวนมาก การเกิดโรคติดต่อทางการหายใจจึงเป็นไปได้ง่าย ยิ่งกับผู้ชุมนุมที่เป็นเด็ก คนชรา หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการสวมหน้ากากอนามัยป้องกันไว้ในเบื้องต้น เพราะหากได้รับเชื้อแล้ว การรักษาอาจทำได้ยากกว่าการป้องกันมากนัก
3. โรคเครียด ซึ่งความวิตกกังวลและโรคเครียดเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะประชาชนที่มาเข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งเป็นผู้ได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา Bu Wo Ki Ex Co Th Wh Ha Th So Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi จึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้ โดยความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลทำให้ระบบร่างกายเกิดความปั่นป่วนได้ อาทิ เกิดโรคเครียดลงกระเพาะ โรคความดันและโรคหัวใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาวะเครียดที่รุนแรง อย่างไรก็ตามวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมคือการพยายามผ่อนคลายตนเอง ไม่ยึดติดกับสิ่งหนึ่งมากเกินไป
4. โรคไข้เลือดออก ในพื้นที่การชุมนุมเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อโรคดังกล่าวเนื่องจากเป็นที่เปิดกว้าง มีท่อระบายน้ำ และมีการหมักหมมของเศษอาหารสิ่งสกปรกต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นบ่อเกิดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ผู้ชุมนุมอาจได้รับเชื้อไข้เลือดออกจากการถูกยุงกัดได้ ซึ่งคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ล้วนเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อทั้งสิ้น การป้องกันเบื้องต้นคือประชาชนต้องพยายามอย่าให้ยุงกัด อาจป้องกันด้วยการทาโลชั่นกันยุง หรือหายากันยุงจุดป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องค้างคืนริมถนน ควรป้องกันดูแลเป็นพิเศษ
5. โรคหู เนื่องจากอุปกรณ์การชุมนุมที่สำคัญในยุคสมัยนี้ ต่างก็มีทั้งนกหวีด แตร ฉาบ ซึ่งล้วนแต่มีเสียงดังและอาจเป็นอันตรายต่อระบบประสาทหูได้ โดยปกติเสียงที่จะเป็นอันตรายต่อประสาทหูต้องมีความดังเกิน 80 เดซิเบล สำหรับกลุ่มม็อบนกหวีดก็ไม่ได้มีการวัดค่าที่แน่นอนว่าอยู่ในระดับใด แต่หากประชาชนอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานานก็จะส่งผลให้ประสาทหูอักเสบได้ชั่วคราว การป้องกันที่ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงแต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรใช้อุปกรณ์อุดหูเพื่อป้องกัน
6. โรคผิวหนัง เป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นได้เนื่องจากผู้ชุมนุมที่ค้างคืนริมถนน ด้วยความจำกัดของห้องน้ำ ทำให้การชำระทำความสะอาดร่างกายอาจเป็นสิ่งที่ยากลำบาก อีกทั้งด้วยสภาพอากาศของไทยที่มี
ความร้อนอบอ้าว โรคผิวหนังผื่นคันจึงอาจเกิดขึ้นได้ วิธีการดูแลป้องกันตนเองที่ดีที่สุดคือการพยายามดูแลรักษาความสะอาดในร่างกายตนเองอย่างสม่ำเสมอ พยายามชำระล้างร่างกายเป็นประจำ หากเกิดผื่นคันพยายามรีบรักษาอย่าปล่อยให้ลุกลามไปยังที่อื่น ๆ
7. โรคประจำตัวของผู้ชุมนุม การชุมนุมเป็นการรวมตัวของผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ และแต่ละคนต่างก็มีสุขภาพร่างกายแตกต่างกัน Wh Wo Hi An Va Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex Co Th Wh Ha De Fo Yo Yo Ze Th Th การเข้าร่วมการชุมนุมอาจทำให้ประชาชนละเลยการดูแลตนเองจากโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ ทางที่ดีที่สุดคือผู้ชุมนุมต้องไม่ลืมศักยภาพตัวเอง กระทำสิ่งต่าง ๆ ตามแต่ศักยภาพที่ตนมี ไม่ฝืนสังขารของตัวเอง และไม่ลืมดูแลตัวเอง คนที่มีโรคประจำตัวก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ยิ่งกลุ่มที่เป็นโรคหัวใจ ความดัน การชุมนุมอาจยิ่งสร้างความ เครียดจึงต้องระมัดระวังร่างกายอย่างมาก
8. โรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากมีรายงานว่าในที่ชุมนุมมีผู้ชุมนุมถูกสุนัขจรจัดกัด ซึ่งไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสุนัขแต่ละตัวมีเชื้อพิษสุนัขบ้าบ้างหรือไม่ ดังนั้น ประชาชนควรรู้จักดูแลป้องกันตัวเอง หากถูกสุนัขกัดควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ที่แผลหลาย ๆ ครั้ง และรีบไปพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรค
การชุมนุมถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนสามารถชุมนุมได้แต่ก็ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น สุขภาพร่างกายถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราคงต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ความรักชาติ รักอุดมการณ์เป็นสิ่งที่ถูกต้องถ้าอยู่บนพื้นฐานของความพอเหมาะพอควร และสำคัญที่สุดคือต้องไม่ลืมรักและดูแลตัวเอง
7 เมนูทิพย์ หลังเสียเหงื่อ
ช่วยฟื้นตัวจากการออกกำลังกายเร็วขึ้น เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายนั้น ส่งผลดีต่อร่างกายขนาดไหน เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายได้ขับถ่ายของเสียออกมาในรูปเหงื่อแล้ว ยังช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกายทำงานดี และได้เผาผลาญไขมันอีกด้วย
แต่ใช่ว่าการออกกำลังกายจะให้คุณอย่างดี เพราะขึ้นชื่อว่าของฟรีไม่มีในโลก ดังนั้นแม้ร่างกายของเราจะได้ประโยชน์อนันต์จากการออกกำลัง แต่ก็มีความเสื่อมทางร่างกายที่ตามมาด้วย ดังนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายของเรา
วันนี้เรามีคำแนะนำของนักวิจัยเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม 7 ประเภทที่ควรกินหลังออกกำลังกาย มาฝาก
เริ่มจากสับปะรด และมะละกอ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดี เพราะในผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มีเอนไซม์บรอมีเลน และปาเปน ที่นอกจากจะช่วยย่อยโปรตีนแล้ว ยังป้องกันการอักเสบ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีหลังการออกกำลังกาย
อาหารประเภทที่ 2 คือแซลมอน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด นักวิจัยในออสเตรเลียพบว่า นักปั่นจักรยานที่ได้รับไขมันปลาแซลมอนติดต่อกันถึง 8 สัปดาห์ จะมีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลงและเกิดอาการหอบเหนื่อยน้อยลงขณะปั่นจักรยาน
ถัดมาที่ แซนด์วิชเนยถั่วผสมแยม หรือจะเป็นพาสตาซอสเนื้อก็ได้ จัดเป็นอาหารที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เพราะโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ต่อที่เนื้อหมูสันใน (เนื้อในส่วนที่ไม่มีมัน) เป็นแหล่งโปรตีนที่มีแคลอรีต่ำ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ในแคนาดา พบว่า การรับประทานโปรตีนแคลอรีต่ำให้มากขึ้น บวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยลดไขมันตรงส่วนเอวลงได้
ส่วนในหมวดเครื่องดื่มนั้น นักวิจัยแนะนำให้ดื่มนม ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมที่สุดในการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวหลังการออกกำลังกาย Hi Wh Wo Hi An Va Th So Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi Wh Wo Hi ดีกว่าน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เสียอีก เนื่องจากนมอุดมไปด้วยโปแตสเซียมซึ่งช่วยเรื่องการเต้นของหัวใจ และการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง และหากเติมช็อกโกแลตลงไปด้วยจะช่วยให้นมมีความสมดุลของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
เครื่องดื่มประเภทที่ 2 คือ กาแฟ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียในสหรัฐ พบว่า ถ้าร่างกายได้รับกาเฟอีนในปริมาณที่เท่ากับการดื่มกาแฟ 2 ถ้วย หลังออกกำลังกาย จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้มาก เพราะกาเฟอีนจะไปยับยั้งสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดการเจ็บปวด
เครื่องดื่มอีกประเภทที่เหมาะคือ น้ำเย็น สามารถดื่มทั้งก่อนและขณะออกกำลังกาย เพราะจะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น และน้ำเย็นยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย
มาทำสมาธิ...ลดความเครียดกันเถอะ
แนะวิธีบำบัดจิต สร้างความสงบในใจ
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าทำไมจึงเครียด เพราะไม่เคยสังเกตตัวเอง เมื่อมีสิ่งมากระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรือคิดอะไรขึ้นในใจ ถ้าเป็นสิ่งที่ (ตา หู จมูก ใจ) เราชอบ อร่อย (ลิ้น) สนุก (ใจ) สบาย (กาย) เรามักจะไม่เครียด โดยเฉพาะเป็นสิ่งที่สมอยาก (ตัณหา) สมหวัง หรือ รอมานาน
แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้ (แม้จะเป็นสิ่งที่เคยชอบ) ทำให้ไม่ชอบไม่ถูกใจ ไม่ได้ดั่งใจ หรือ มาดูถูก มาทำให้ตัวเราด้อยค่า (มานะ) มากระทบความคิดเห็นของตัวเรา (ทิฐิ) ฯลฯ ก็จะเริ่มหงุดหงิด เครียด ฉุนเฉียว โมโห
บางคนความเครียดจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดอาการไม่สบาย เช่น ปวดเมื่อยต้นคอ ศีรษะ หนักหัว มึนงง นอนไม่หลับ ฯลฯ แท้จริงแล้ว เรารู้สึกเครียดมากน้อยขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่า มีมุมมอง ท่าทีต่อสิ่งเร้านั้นอย่างไร
วิธีจัดการกับความเครียดอย่างการเจริญสมาธิ เป็นวิธีปฏิบัติในหลายศาสนา เป็นวิธีหนึ่งในการเข้าสู่ความสงบสุขทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นทั้งวิธีคลายความเครียดที่มีอยู่ และยังเป็นทางหนึ่งในการป้องกัน เข้าใจสาเหตุและปัจจัยส่งเสริมความเครียดในชีวิตประจำวันของเราได้
ในพุทธศาสนามีวิธีเจริญสมาธิถึง 40 วิธี วิธีที่นิยมมากคือ อาณาปานสติ โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออกจนจิตสงบตั้งมั่น อิริยาบถใหญ่ทั้ง 4 ของคนเราก็เจริญสมาธิได้ เช่น นั่งสมาธิแบบพุทธ หรือแบบชี่กง นอนท่าศพแบบโยคะ ยืนอรหันต์แบบชี่กง หรือเดินจงกรมแบบพุทธ ก็สามารถเข้าสมาธิจนใจสงบนิ่ง และใช้ใจที่มีสมาธิพิจารณาความเครียดในตัวเอง ให้เข้าใจถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้
ตัวอย่างวิธีการนั่งสมาธิอย่างง่าย
1. เวลาที่นั่งสมาธิควรเป็นเวลาที่ไม่หิว ไม่อิ่ม An Va Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex Co Th Wh De Fo Yo Yo An Va Bi Wo Wo Mo ไม่กลั้นอุจจาระปัสสาวะ นั่งบนเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง หรือไม่พิงพนักในท่าที่สบาย ยืดตัวตรง มือทั้งสองวางบนหน้าตัก ผ่อนคลายทั้งตัว
2. กำหนดใจให้สนใจแต่เสียงเพลงสวด หรือเพลงบรรเลง หายใจเข้าออกช้าๆ ยาวๆ
3. ถ้าใจคิดถึงเรื่องใดๆ ให้กำหนดใจกลับมาที่เสียงเพลงทุกครั้ง ประคองใจไว้
4. ถ้ามีอาการบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกาย เช่น ร้อน ชา น้ำมูกน้ำตาไหล ให้เฝ้าดูอาการนั้นไปเรื่อยๆ ใจยังกำหนดอยู่ที่เสียงเพลง จนรู้สึกความสงบสุขในใจ
5. รู้สึกกายผ่อนคลาย ใจโปร่งเบา ปล่อยวางจากความเครียดต่างๆ แต่ถ้าไม่มีเสียงดนตรีหรือเพลงสวด ให้กำหนดใจที่ลมหายใจเข้าออก ร่วมกับการภาวนาในใจ ว่า ผ่อน เวลาหายใจเข้า คลาย เวลาหายใจออก หรือ ปล่อย เวลาหายใจเข้า วาง เวลาหายใจออก ความสุขสงบจะค่อยๆ เกิดในใจเรา
แต่ใช่ว่าการออกกำลังกายจะให้คุณอย่างดี เพราะขึ้นชื่อว่าของฟรีไม่มีในโลก ดังนั้นแม้ร่างกายของเราจะได้ประโยชน์อนันต์จากการออกกำลัง แต่ก็มีความเสื่อมทางร่างกายที่ตามมาด้วย ดังนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายของเรา
วันนี้เรามีคำแนะนำของนักวิจัยเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม 7 ประเภทที่ควรกินหลังออกกำลังกาย มาฝาก
เริ่มจากสับปะรด และมะละกอ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดี เพราะในผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มีเอนไซม์บรอมีเลน และปาเปน ที่นอกจากจะช่วยย่อยโปรตีนแล้ว ยังป้องกันการอักเสบ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีหลังการออกกำลังกาย
อาหารประเภทที่ 2 คือแซลมอน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด นักวิจัยในออสเตรเลียพบว่า นักปั่นจักรยานที่ได้รับไขมันปลาแซลมอนติดต่อกันถึง 8 สัปดาห์ จะมีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลงและเกิดอาการหอบเหนื่อยน้อยลงขณะปั่นจักรยาน
ถัดมาที่ แซนด์วิชเนยถั่วผสมแยม หรือจะเป็นพาสตาซอสเนื้อก็ได้ จัดเป็นอาหารที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เพราะโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ต่อที่เนื้อหมูสันใน (เนื้อในส่วนที่ไม่มีมัน) เป็นแหล่งโปรตีนที่มีแคลอรีต่ำ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ในแคนาดา พบว่า การรับประทานโปรตีนแคลอรีต่ำให้มากขึ้น บวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยลดไขมันตรงส่วนเอวลงได้
ส่วนในหมวดเครื่องดื่มนั้น นักวิจัยแนะนำให้ดื่มนม ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมที่สุดในการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวหลังการออกกำลังกาย Hi Wh Wo Hi An Va Th So Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi Wh Wo Hi ดีกว่าน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เสียอีก เนื่องจากนมอุดมไปด้วยโปแตสเซียมซึ่งช่วยเรื่องการเต้นของหัวใจ และการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง และหากเติมช็อกโกแลตลงไปด้วยจะช่วยให้นมมีความสมดุลของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
เครื่องดื่มประเภทที่ 2 คือ กาแฟ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียในสหรัฐ พบว่า ถ้าร่างกายได้รับกาเฟอีนในปริมาณที่เท่ากับการดื่มกาแฟ 2 ถ้วย หลังออกกำลังกาย จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้มาก เพราะกาเฟอีนจะไปยับยั้งสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดการเจ็บปวด
เครื่องดื่มอีกประเภทที่เหมาะคือ น้ำเย็น สามารถดื่มทั้งก่อนและขณะออกกำลังกาย เพราะจะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น และน้ำเย็นยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย
มาทำสมาธิ...ลดความเครียดกันเถอะ
แนะวิธีบำบัดจิต สร้างความสงบในใจ
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าทำไมจึงเครียด เพราะไม่เคยสังเกตตัวเอง เมื่อมีสิ่งมากระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรือคิดอะไรขึ้นในใจ ถ้าเป็นสิ่งที่ (ตา หู จมูก ใจ) เราชอบ อร่อย (ลิ้น) สนุก (ใจ) สบาย (กาย) เรามักจะไม่เครียด โดยเฉพาะเป็นสิ่งที่สมอยาก (ตัณหา) สมหวัง หรือ รอมานาน
แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้ (แม้จะเป็นสิ่งที่เคยชอบ) ทำให้ไม่ชอบไม่ถูกใจ ไม่ได้ดั่งใจ หรือ มาดูถูก มาทำให้ตัวเราด้อยค่า (มานะ) มากระทบความคิดเห็นของตัวเรา (ทิฐิ) ฯลฯ ก็จะเริ่มหงุดหงิด เครียด ฉุนเฉียว โมโห
บางคนความเครียดจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดอาการไม่สบาย เช่น ปวดเมื่อยต้นคอ ศีรษะ หนักหัว มึนงง นอนไม่หลับ ฯลฯ แท้จริงแล้ว เรารู้สึกเครียดมากน้อยขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่า มีมุมมอง ท่าทีต่อสิ่งเร้านั้นอย่างไร
วิธีจัดการกับความเครียดอย่างการเจริญสมาธิ เป็นวิธีปฏิบัติในหลายศาสนา เป็นวิธีหนึ่งในการเข้าสู่ความสงบสุขทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นทั้งวิธีคลายความเครียดที่มีอยู่ และยังเป็นทางหนึ่งในการป้องกัน เข้าใจสาเหตุและปัจจัยส่งเสริมความเครียดในชีวิตประจำวันของเราได้
ในพุทธศาสนามีวิธีเจริญสมาธิถึง 40 วิธี วิธีที่นิยมมากคือ อาณาปานสติ โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออกจนจิตสงบตั้งมั่น อิริยาบถใหญ่ทั้ง 4 ของคนเราก็เจริญสมาธิได้ เช่น นั่งสมาธิแบบพุทธ หรือแบบชี่กง นอนท่าศพแบบโยคะ ยืนอรหันต์แบบชี่กง หรือเดินจงกรมแบบพุทธ ก็สามารถเข้าสมาธิจนใจสงบนิ่ง และใช้ใจที่มีสมาธิพิจารณาความเครียดในตัวเอง ให้เข้าใจถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้
ตัวอย่างวิธีการนั่งสมาธิอย่างง่าย
1. เวลาที่นั่งสมาธิควรเป็นเวลาที่ไม่หิว ไม่อิ่ม An Va Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex Co Th Wh De Fo Yo Yo An Va Bi Wo Wo Mo ไม่กลั้นอุจจาระปัสสาวะ นั่งบนเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง หรือไม่พิงพนักในท่าที่สบาย ยืดตัวตรง มือทั้งสองวางบนหน้าตัก ผ่อนคลายทั้งตัว
2. กำหนดใจให้สนใจแต่เสียงเพลงสวด หรือเพลงบรรเลง หายใจเข้าออกช้าๆ ยาวๆ
3. ถ้าใจคิดถึงเรื่องใดๆ ให้กำหนดใจกลับมาที่เสียงเพลงทุกครั้ง ประคองใจไว้
4. ถ้ามีอาการบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกาย เช่น ร้อน ชา น้ำมูกน้ำตาไหล ให้เฝ้าดูอาการนั้นไปเรื่อยๆ ใจยังกำหนดอยู่ที่เสียงเพลง จนรู้สึกความสงบสุขในใจ
5. รู้สึกกายผ่อนคลาย ใจโปร่งเบา ปล่อยวางจากความเครียดต่างๆ แต่ถ้าไม่มีเสียงดนตรีหรือเพลงสวด ให้กำหนดใจที่ลมหายใจเข้าออก ร่วมกับการภาวนาในใจ ว่า ผ่อน เวลาหายใจเข้า คลาย เวลาหายใจออก หรือ ปล่อย เวลาหายใจเข้า วาง เวลาหายใจออก ความสุขสงบจะค่อยๆ เกิดในใจเรา
6 ความคิดร้าย ๆ ทำลายสมอง
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาอย่างปกติสมบูรณ์ และในการดำเนินชีวิตที่ไม่ประสบกับเหตุเภทภัยที่เกิดกับสมอง จากอุบัติเหตุ ถูกทำร้าย หรือจากเชื้อโรคร้าย ก็จะมีอวัยวะสำคัญ
ที่สุดของร่างกายเหมือนกันทุกคนคือ สมอง...
ความ รู้ใหม่เกี่ยวกับสมองเกิดขึ้นมากมายแทนที่ความรู้เก่า ดังเช่น ความรู้เก่าที่ว่า สมองของคนเราเกิดมาเท่าไรก็มีเท่านั้น ไม่สามารถจะเกิดใหม่ได้ แต่ในความเป็นจริงเซลล์สมองมีการเกิดใหม่ได้ สเต็มเซลล์ที่เป็นเซลล์อ่อนพร้อมจะพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ของอวัยวะมนุษย์ก็พบอยู่ในสมองของผู้ใหญ่ด้วย...จาก เทคโนโลยีใหม่ๆ ของการสำรวจ เจาะตรวจสอบภายในร่างกายของมนุษย์เรา ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นการทำงานของสมองในสภาวะต่างๆ ก็จึงทำให้วงการวิทยาศาสตร์วันนี้ ได้ค้นพบวิธีต่างๆ มากมาย ที่จะทำให้คนเราใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในขณะเดียวกันก็พบว่า สมอง มนุษย์ถึงแม้จะวิเศษเพียงใด แต่ก็เปราะบางอ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งที่เป็นสารเคมีที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและกัมมันตภาพรังสี และที่เสมือนหนึ่งไม่มีตัวตน แต่มีผลอย่างสำคัญต่อสมองคือ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกใครๆ ก็อยากมีสมองที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีอยู่มากมายที่คนซึ่งโดยปกติก็เคยเป็นคนเก่ง แต่ก็กลับกลายเป็นคนที่ใช้สมองได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
มีคู่มือหรือวิธีมากมายที่จะกระตุ้นการใช้สมองของคนเราโดยทั่วไปให้มีประสิทธิภาพ แต่ในวันนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงสิ่งตรงกันข้ามคือ คู่มือหรือวิธีที่จะทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ด้วยความหวังว่า บ่อยๆ ที่คนเรามักจะ จำ ข่าวร้าย หรือคำเตือนถึงวิธีการที่ส่งผลร้ายต่อตนเองได้มากกว่าข่าวดี หรือคำแนะนำถึงวิธีการที่ดีต่อไปนี้เป็นวิธีหรือคู่มือการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
1.โกหกเป็นประจำ
การ โกหกเป็นประจำทำให้สมองต้องทำงานหนักกว่าปกติ จริงๆ แล้วสมองของคนเรายิ่งทำงานหนักก็ยิ่งดี และมีข้อมูลจากการศึกษาทดลองทั้งกับสัตว์ทดลองและกับมนุษย์เองโดยตรงที่สนับสนุนเรื่องนี้ แต่การทำงานหนักของสมองมีอยู่ 2 อย่างคือ หนึ่ง : ทำงานหนักในด้านดี ด้านสร้างสรรค์ และสอง : ทำงานหนักในด้านไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ เฉพาะการใช้สมองทำงานหนักในด้านสร้างสรรค์เท่านั้น จึงจะทำให้สมองมีประสิทธิภาพดียิ่งๆ ขึ้นไป
แต่คนโกหกเป็นประจำ สมองต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในการที่จะต้องพยายามจำสิ่งที่ได้โกหกเอาไว้ และก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนของการใช้สมองทำงานหนักอย่างไม่สร้างสรรค์ การโกหกเป็นประจำจึงเป็นวิธีหนึ่งที่แน่นอน ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
2. คิดในทางไม่ถูกต้อง การใช้สมองคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง
เป็นอีกวิธีหนึ่งของการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้อย่างแน่ชัด การคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง คือ ผิดทำนองคลองธรรม ผิดกระบวนการ ผิดจริยธรรม ผิดจรรยาบรรณ ผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การคิดหาทางร่ำรวยทางลัด Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi Wh Wo Hi An Va Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex การเจริญก้าวหน้าในด้านอาชีพโดยวิธีการทางลัด โดยทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการคดโกง การประจบผู้บังคับบัญชา การวางแผนทำลายเพื่อนร่วมงานเพื่อตนเองจะได้รับตำแหน่งแทน การคิดหาช่องทางกอบโกยผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ เช่น การคอร์รัปชัน การแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยวิธีการที่แยบยล หรือผิดกฎหมาย ผิดประเพณีปฏิบัติที่ดีงาม โดยที่ไม่ต้องได้รับการลงโทษ เหล่านี้เป็นวิธีที่แน่นอนอีกวิธีหนึ่งในการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของ สมอง
3. หมกมุ่นอบายมุข
การคิดหมกมุ่นอยู่กับอบายมุข เช่น การพนัน คลั่งหวย ฯลฯ ทำให้สมองต้องทำงานหนักทั้งเวลาตื่นและหลับ เพราะเวลาตื่นก็จะหมกมุ่นหาแต่อาจารย์เด็ด เลขเด็ด ตีความหมายของการฝันให้เป็นตัวเลข เวลาหลับก็จะฝันแต่เรื่องเป็นตัวเลข พบเห็นสิ่งผิดปกติในธรรมชาติก็จะคิดเป็นตัวเลข การหมกมุ่นกับอบายมุขทำลายทั้งประสิทธิภาพการทำงานของสมองและคุณภาพชีวิต
4. (เจ้า) คิด (เจ้า) แค้น
คน เจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นประจำจะมีสภาพเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ไม่เป็นมงคล
สมองจะถูกทำลายเสมือนหนึ่งถูกอาบด้วยยาพิษเป็นประจำ ก็จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการทำลายสมอง
5. เครียด ฟุ้งซ่าน
ความ เครียด ความฟุ้งซ่าน ทำให้สมองต้องทำงานหนักอย่างผิดทาง ทำให้สมองหลั่งสารหรือขาดสารบางอย่างที่หล่อเลี้ยงและกระตุ้นให้สมองได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เกิดอาการซึมเศร้าหรือฟุ้งซ่านอย่างหนัก ถึงขั้นขาดสติยั้งคิดทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย
6. ไม่ยอมคิด
ตรงกันข้ามกับคนที่คิดมากอย่างผิดทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงอย่างหนัก ก็คือคนที่ไม่ยอมคิดอะไรเป็นพิเศษขึ้นมาเลย นอกเหนือไปจากการคิดเพื่อชีวิตอยู่ไปวันๆ เช่น การกินอาหาร การทำงานตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น เผินๆ อาจดูคล้ายผู้บรรลุในสัจจะแห่งชีวิตและธรรมแบบ เต๋าแต่...ความว่างเปล่าของสมองแตกต่างอย่างมากกับผู้บรรลุแบบ เต๋า
ยังมีอีกหรือไม่ วิธีทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมองคำตอบคือ มีแต่ 6 วิธีที่กล่าวถึงนี้ เป็นวิธีที่ต้องระวังกันมากที่สุด
นมวัว กับ นมถั่วเหลือง
ที่เค้าว่านมถั่วเหลืองดีอย่างโน้นอย่างนี้ แถมราคาก็ถูกกว่านมวัว แล้วอย่าง นี้เราจะหันมาดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัวซะเลยจะดีไหม คำถามนี้เคยเกิดขึ้นในใจ คุณบ้างรึเปล่าคะ วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยที่ว่านี้กันให้ชัดๆเลยค่ะ
ในเรื่องของโปรตีน ถ้าทำน้ำถั่วเหลืองจากสูตร ถั่วเหลือง 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วน จะได้โปรตีนใกล้เคียงกับนมวัว คือ ดื่มนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) จะ ได้โปรตีน ประมาณ 6 กรัม (นมวัว 1 แก้ว จะได้โปรตีนประมาณ 7 กรัม) แต่คุณภาพ โปรตีนในนมวัวมีความสมบูรณ์ ของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนดีกว่า โปรตีนจากถั่วเหลือง ที่มาจากพืช แต่คุณภาพของโปตีนในนมถั่วเหลือง ก็สามารถ เสริมให้ดีขึ้นได้ ด้วยการ เติมเครื่องต่างๆ อย่างที่นิยมกัน เช่น ลูกเดือย สาคู ถั่วแดง ลงไป ได้ทั้งความอร่อยแถมคุณค่าของโปรตีนสมบูรณ์ขึ้น
พลังงานที่ได้จากนมวัวจะมีไขมันมากกว่านมถั่วเหลืองถึง 2 เท่า คือนม วัว 1 แก้วจะให้พลังงาน ประมาณ 170 แคลอรี่ ส่วนนมถั่วเหลืองจะให้เพียง 80 แคลอรี่ เท่านั้น แต่คนที่ดื่มนมถั่วเหลืองเติมน้ำตาลมาก จนมีรสหวานกว่านมสดรสหวาน ก็จะ ได้พลังงานทั้งหมดพอๆ กัน แม้ว่านมถั่วเหลืองจะให้แคลเซียม ที่น้อยกว่านมวัว แต่ให้ธาตุเหล็กและวิตามินบีหนึ่งที่มากกว่า
เราดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวไม่ได้ Co Th Wh Th So Ha De Fo Yo Yo Th So Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho เพราะจะมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัวอยู่มาก แต่หากมีการเสริมแคลเซียมลงในนมถั่วเหลือง ก็เท่ากับว่าเสริมคุณค่าทางโภชนาการ ให้สมบูรณ์มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นอาหารเสริมก็ควรดื่ม วันละ 1-2 แก้ว หากเป็นนมถั่วเหลืองธรรมดาที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียม ขอแนะนำ ให้ดื่มนมวัวบ้างประมาณวันละ 1-2 แก้ว สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 2-3 แก้วสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อจะได้แคลเซียมอย่างเพียงพอกับความ ต้องการของร่างกายในสภาวะนั้นๆค่ะ
วิธีบริหารขาก่อนเข้านอน
ใครที่รู้ตัวว่าเป็น สาวสวย พลาดไม่ได้ เพราะเรามี เกร็ดความรู้ เคล็ดลับ เทคนิค เรื่องความสวยความงาม เกี่ยวกับการ ออกกำลังกาย วิธีบริหารขาก่อนเข้านอนมาฝากเพื่อนๆ กันด้วย ว่าแต่... จะต้อง ออกกำลังกาย บริหารขาท่าไหนบ้าง
ที่สุดของร่างกายเหมือนกันทุกคนคือ สมอง...
ความ รู้ใหม่เกี่ยวกับสมองเกิดขึ้นมากมายแทนที่ความรู้เก่า ดังเช่น ความรู้เก่าที่ว่า สมองของคนเราเกิดมาเท่าไรก็มีเท่านั้น ไม่สามารถจะเกิดใหม่ได้ แต่ในความเป็นจริงเซลล์สมองมีการเกิดใหม่ได้ สเต็มเซลล์ที่เป็นเซลล์อ่อนพร้อมจะพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ของอวัยวะมนุษย์ก็พบอยู่ในสมองของผู้ใหญ่ด้วย...จาก เทคโนโลยีใหม่ๆ ของการสำรวจ เจาะตรวจสอบภายในร่างกายของมนุษย์เรา ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นการทำงานของสมองในสภาวะต่างๆ ก็จึงทำให้วงการวิทยาศาสตร์วันนี้ ได้ค้นพบวิธีต่างๆ มากมาย ที่จะทำให้คนเราใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในขณะเดียวกันก็พบว่า สมอง มนุษย์ถึงแม้จะวิเศษเพียงใด แต่ก็เปราะบางอ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งที่เป็นสารเคมีที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและกัมมันตภาพรังสี และที่เสมือนหนึ่งไม่มีตัวตน แต่มีผลอย่างสำคัญต่อสมองคือ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกใครๆ ก็อยากมีสมองที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีอยู่มากมายที่คนซึ่งโดยปกติก็เคยเป็นคนเก่ง แต่ก็กลับกลายเป็นคนที่ใช้สมองได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
มีคู่มือหรือวิธีมากมายที่จะกระตุ้นการใช้สมองของคนเราโดยทั่วไปให้มีประสิทธิภาพ แต่ในวันนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงสิ่งตรงกันข้ามคือ คู่มือหรือวิธีที่จะทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ด้วยความหวังว่า บ่อยๆ ที่คนเรามักจะ จำ ข่าวร้าย หรือคำเตือนถึงวิธีการที่ส่งผลร้ายต่อตนเองได้มากกว่าข่าวดี หรือคำแนะนำถึงวิธีการที่ดีต่อไปนี้เป็นวิธีหรือคู่มือการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
1.โกหกเป็นประจำ
การ โกหกเป็นประจำทำให้สมองต้องทำงานหนักกว่าปกติ จริงๆ แล้วสมองของคนเรายิ่งทำงานหนักก็ยิ่งดี และมีข้อมูลจากการศึกษาทดลองทั้งกับสัตว์ทดลองและกับมนุษย์เองโดยตรงที่สนับสนุนเรื่องนี้ แต่การทำงานหนักของสมองมีอยู่ 2 อย่างคือ หนึ่ง : ทำงานหนักในด้านดี ด้านสร้างสรรค์ และสอง : ทำงานหนักในด้านไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ เฉพาะการใช้สมองทำงานหนักในด้านสร้างสรรค์เท่านั้น จึงจะทำให้สมองมีประสิทธิภาพดียิ่งๆ ขึ้นไป
แต่คนโกหกเป็นประจำ สมองต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในการที่จะต้องพยายามจำสิ่งที่ได้โกหกเอาไว้ และก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนของการใช้สมองทำงานหนักอย่างไม่สร้างสรรค์ การโกหกเป็นประจำจึงเป็นวิธีหนึ่งที่แน่นอน ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
2. คิดในทางไม่ถูกต้อง การใช้สมองคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง
เป็นอีกวิธีหนึ่งของการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้อย่างแน่ชัด การคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง คือ ผิดทำนองคลองธรรม ผิดกระบวนการ ผิดจริยธรรม ผิดจรรยาบรรณ ผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การคิดหาทางร่ำรวยทางลัด Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi Wh Wo Hi An Va Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex การเจริญก้าวหน้าในด้านอาชีพโดยวิธีการทางลัด โดยทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการคดโกง การประจบผู้บังคับบัญชา การวางแผนทำลายเพื่อนร่วมงานเพื่อตนเองจะได้รับตำแหน่งแทน การคิดหาช่องทางกอบโกยผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ เช่น การคอร์รัปชัน การแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยวิธีการที่แยบยล หรือผิดกฎหมาย ผิดประเพณีปฏิบัติที่ดีงาม โดยที่ไม่ต้องได้รับการลงโทษ เหล่านี้เป็นวิธีที่แน่นอนอีกวิธีหนึ่งในการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของ สมอง
3. หมกมุ่นอบายมุข
การคิดหมกมุ่นอยู่กับอบายมุข เช่น การพนัน คลั่งหวย ฯลฯ ทำให้สมองต้องทำงานหนักทั้งเวลาตื่นและหลับ เพราะเวลาตื่นก็จะหมกมุ่นหาแต่อาจารย์เด็ด เลขเด็ด ตีความหมายของการฝันให้เป็นตัวเลข เวลาหลับก็จะฝันแต่เรื่องเป็นตัวเลข พบเห็นสิ่งผิดปกติในธรรมชาติก็จะคิดเป็นตัวเลข การหมกมุ่นกับอบายมุขทำลายทั้งประสิทธิภาพการทำงานของสมองและคุณภาพชีวิต
4. (เจ้า) คิด (เจ้า) แค้น
คน เจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นประจำจะมีสภาพเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ไม่เป็นมงคล
สมองจะถูกทำลายเสมือนหนึ่งถูกอาบด้วยยาพิษเป็นประจำ ก็จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการทำลายสมอง
5. เครียด ฟุ้งซ่าน
ความ เครียด ความฟุ้งซ่าน ทำให้สมองต้องทำงานหนักอย่างผิดทาง ทำให้สมองหลั่งสารหรือขาดสารบางอย่างที่หล่อเลี้ยงและกระตุ้นให้สมองได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เกิดอาการซึมเศร้าหรือฟุ้งซ่านอย่างหนัก ถึงขั้นขาดสติยั้งคิดทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย
6. ไม่ยอมคิด
ตรงกันข้ามกับคนที่คิดมากอย่างผิดทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงอย่างหนัก ก็คือคนที่ไม่ยอมคิดอะไรเป็นพิเศษขึ้นมาเลย นอกเหนือไปจากการคิดเพื่อชีวิตอยู่ไปวันๆ เช่น การกินอาหาร การทำงานตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น เผินๆ อาจดูคล้ายผู้บรรลุในสัจจะแห่งชีวิตและธรรมแบบ เต๋าแต่...ความว่างเปล่าของสมองแตกต่างอย่างมากกับผู้บรรลุแบบ เต๋า
ยังมีอีกหรือไม่ วิธีทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมองคำตอบคือ มีแต่ 6 วิธีที่กล่าวถึงนี้ เป็นวิธีที่ต้องระวังกันมากที่สุด
นมวัว กับ นมถั่วเหลือง
ที่เค้าว่านมถั่วเหลืองดีอย่างโน้นอย่างนี้ แถมราคาก็ถูกกว่านมวัว แล้วอย่าง นี้เราจะหันมาดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัวซะเลยจะดีไหม คำถามนี้เคยเกิดขึ้นในใจ คุณบ้างรึเปล่าคะ วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยที่ว่านี้กันให้ชัดๆเลยค่ะ
ในเรื่องของโปรตีน ถ้าทำน้ำถั่วเหลืองจากสูตร ถั่วเหลือง 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วน จะได้โปรตีนใกล้เคียงกับนมวัว คือ ดื่มนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) จะ ได้โปรตีน ประมาณ 6 กรัม (นมวัว 1 แก้ว จะได้โปรตีนประมาณ 7 กรัม) แต่คุณภาพ โปรตีนในนมวัวมีความสมบูรณ์ ของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนดีกว่า โปรตีนจากถั่วเหลือง ที่มาจากพืช แต่คุณภาพของโปตีนในนมถั่วเหลือง ก็สามารถ เสริมให้ดีขึ้นได้ ด้วยการ เติมเครื่องต่างๆ อย่างที่นิยมกัน เช่น ลูกเดือย สาคู ถั่วแดง ลงไป ได้ทั้งความอร่อยแถมคุณค่าของโปรตีนสมบูรณ์ขึ้น
พลังงานที่ได้จากนมวัวจะมีไขมันมากกว่านมถั่วเหลืองถึง 2 เท่า คือนม วัว 1 แก้วจะให้พลังงาน ประมาณ 170 แคลอรี่ ส่วนนมถั่วเหลืองจะให้เพียง 80 แคลอรี่ เท่านั้น แต่คนที่ดื่มนมถั่วเหลืองเติมน้ำตาลมาก จนมีรสหวานกว่านมสดรสหวาน ก็จะ ได้พลังงานทั้งหมดพอๆ กัน แม้ว่านมถั่วเหลืองจะให้แคลเซียม ที่น้อยกว่านมวัว แต่ให้ธาตุเหล็กและวิตามินบีหนึ่งที่มากกว่า
เราดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวไม่ได้ Co Th Wh Th So Ha De Fo Yo Yo Th So Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho เพราะจะมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัวอยู่มาก แต่หากมีการเสริมแคลเซียมลงในนมถั่วเหลือง ก็เท่ากับว่าเสริมคุณค่าทางโภชนาการ ให้สมบูรณ์มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นอาหารเสริมก็ควรดื่ม วันละ 1-2 แก้ว หากเป็นนมถั่วเหลืองธรรมดาที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียม ขอแนะนำ ให้ดื่มนมวัวบ้างประมาณวันละ 1-2 แก้ว สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 2-3 แก้วสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อจะได้แคลเซียมอย่างเพียงพอกับความ ต้องการของร่างกายในสภาวะนั้นๆค่ะ
วิธีบริหารขาก่อนเข้านอน
ใครที่รู้ตัวว่าเป็น สาวสวย พลาดไม่ได้ เพราะเรามี เกร็ดความรู้ เคล็ดลับ เทคนิค เรื่องความสวยความงาม เกี่ยวกับการ ออกกำลังกาย วิธีบริหารขาก่อนเข้านอนมาฝากเพื่อนๆ กันด้วย ว่าแต่... จะต้อง ออกกำลังกาย บริหารขาท่าไหนบ้าง
5 อันตรายที่ซ่อนเร้นในร้านทำผม
ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ดังนั้นจึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าตัวช่วยเสริมสวยเสริมหล่ออย่าง ร้านทำผม นั้น เป็นสิ่งที่ช่วยอัพลุคส์ของคุณสาวๆ ดูดีได้
กระนั้นพิษภัยที่มาจากร้านเสริมสวยก็มีไม่น้อย มีตั้งแต่อันตรายเล็กน้อยอย่างเรื่องผมแห้งแตกปลาย ไล่ไปจนถึงเสียชีวิตจากการที่หลอดเลือดบริเวณต้นคอฉีกขาดจนอุดตัน จากขอบอ่างล้างผมที่แข็งจนเกินไป ก็มีให้เห็นกันอยู่เนืองๆ
ดังนั้นเพื่อให้คนรักสวยรักงามทั้งหลาย ที่ตัดสินใจก้าวเท้ามาในร้านเสริมสวยได้ งาม สมใจ แถมออกไปพร้อมกับสุขภาพที่ดีนั้น มีคำแนะนำจากแฮร์สไตลิสชื่อดัง ได้ออกมาเตือนให้ทราบถึงอันตราย จากเครื่องใช้ไม้สอยที่อยู่ในร้านซาลอนใกล้บ้านมาฝากกัน
1.อ่างสระผม
มีหลักฐานอ้างอิงว่าในขณะที่คุณนอนพิงศีรษะไปยังบริเวณขอบอ่างสระผม อาจก่อให้เกิดอันตรายกับคอของคุณได้ เมื่อคุณนอนเอนหัวลงในตำแหน่งดังกล่าวบนพื้นอ่างที่ค่อนข้างแข็ง อาจทำให้เส้นหลอดเลือดบริเวณต้นคอฉีกขาดได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การอุดตันและทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาต่อมา แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ในทางตรงกันข้ามความเป็นไปได้ที่จะเกิดกรณีนี้ขึ้นก็มีความเป็นไปได้ยาก เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกจนนำมาสู่อาการดังกล่าว
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ลูกค้าผู้ใช้บริการแนะนำให้ร้านซาลอนดังกล่าวควรมีผ้าขนหนูรองหรือหมอนหนุนไว้บริเวณขอบอ่าง หรือใต้ท้ายทอยของคุณขณะล้างหรือทำความสะอาดเส้นผม ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องจุดเสี่ยงบริเวณดังกล่าว แต่ถ้าหากคุณรู้สึกอึดอัด หรือก่อนหน้านี้คุณเคยได้รับการผ่าตัดบริเวณต้นคอ และคุณไม่มั่นใจในช่างทำผม แนะนำให้คุณใช้ความระมัดระวังขณะทำความสะอาดเส้นผม หรือบอกให้ช่างเสริมสวยล้างผมที่อ่างจานแทน รับรองปลอดภัยชัวร์
2.เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ อาทิ ไดร์เป่าผมแปรงม้วนผม
ไดร์เป่าผมที่ใช้เซตทรงผมของคุณนั้น มีพลังความร้อนอยู่ในตัว ซึ่งความร้อนดังกล่าวจะเป็นตัวฆ่าเชื้อโรคทางอ้อมให้กับอุปกรณ์ชิ้นนี้ พูดง่ายๆ ว่าคุณไม่ต้องตกใจหากไม่เคยเห็นช่างทำผมฆ่าเชื้อหรือทำความสะอาดอุปกรณ์เสริมสวยของเขาเลย ไม่ว่าจะแปรงม้วนผม หรือแม้แต่ไดร์เป่าผมก็ตาม แม้ว่ากฎหมายจะระบุให้เหล่าบรรดาร้านเสริมสวยต้องรักษาสุขภาพอนามัยของผู้ใช้บริการ โดยการหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์เสริมความงามดังกล่าวก็ตาม เช่น กฎหมายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ระบุไว้ว่าช่างทำผมรวมถึงช่างแต่งหน้า ควรทำความสะอาดหวีโดยการล้างด้วยน้ำสบู่ ผงซักฟอก หรือแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ ที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานคัดกรองความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์ หรือ EPA
อย่างนั้นก็เถอะ ผู้ใช้บริการร้านซาลอนทุกคนก็จำเป็นต้องขอร้องให้ช่างทำผมทำความสะอาดอุปกรณ์สำหรับทำผมทุกชนิดโดยการฆ่าเชื่อนั่นเอง และยิ่งถ้าหากคุณเห็นเส้นผมลูกค้าคนใดคนหนึ่งติดอยู่ในแปลงม้วนผมล่ะก็ แนะนำว่าให้คุณรีบบอกกับช่างทำผมคนดังให้เปลี่ยนแปลง หรือทำความสะอาดโดยด่วน
3.สารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผม
ไม่ว่ายืด ไดร์ สระ ซอย ฯลฯ หรือทำผมทรงดัดแบบชี้ฟูทั้งหัวซึ่งกำลังฮิตในหมู่ซุปตาร์ดังอย่าง เจโล, เจนิเฟอร์ เอนิสตัน หรือทรง Brazilian blowout แล้วล่ะก็ คุณต้องแน่ว่าน้ำยาดัดผมที่ใช้ปลอดภัยจากสาร ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือที่รู้จักกันว่าเป็นสารก่อมะเร็ง Yo Th So Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi Wh Wo Wo An Hi Hi Ha เนื่องจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ออกมาระบุว่า สารเคมีดังกล่าวนั้นมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งโพรงจมูกและมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่น่าสนใจไปกว่านั้น น้ำยายืดผมเกือบทุกชนิดมีส่วนประกอบของสารไฮดรอกไซแคลเซียม, แอมโมเนีย ไทโอไกลโคเลท สารกัวนิวดีน คาร์บอเนต และไฮดรอกไซลิเธียม ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อผิวและเส้นผม
ดังนั้น หากคุณมีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการดัด-ย้อมผม เพื่อป้องกันอันตรายจากสารเคมีที่อาจปนเปื้อนในน้ำยาจัดแต่งทรงผมเหล่านี้ แต่เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง และหากคุณไม่แน่ใจว่าสารเคมีอาจปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ดัดผมแล้วล่ะก็ แนะนำให้ถามสไตลิสทำผมก่อนทุกครั้งว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ปลอดภัยสำหรับคุณอย่างแท้จริง และหากว่าคุณกังวลเกี่ยวกับกลิ่น หรือควันที่ออกระหว่างดัดผมนั้น แนะนำให้ขอหน้ากากจากช่างทำผม อย่างไรก็ตาม คุณต้องแน่ใจว่าช่างทำผมของคุณมีความรู้ความสามารถเพียงพอ ว่าผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผมจะทำให้คุณแพ้หรือไม่ เพื่อป้องกันอันตรายจากการเสริมสวย ไม่ให้เกิดขึ้นอย่างที่ผ่านๆ มา
4.ร้านทำผมที่ขาดระบบระบายอากาศที่ดี
ในระหว่างที่คุณกำลังเสริมสวยคุณไม่ควรพูดคุย เพราะคุณอาจหายใจเข้าไอระเหยจากสีย้อมผม หรือสารเคมีอื่นๆ เข้าไป ดังนั้นแนะนำว่าก่อนที่คุณจะเดินเข้าร้านทำผมใดก็แล้วแต่ต้องสำรวจว่าภายในร้านมีหน้าต่างระบายอากาศหรือไม่ ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้จากการที่หากคุณต้องทำตาหยีเมื่อก้าวเข้ามาในร้าน นั่นหมายความว่า บรรยากาศภายในร้านล้วนปกครอบไปด้วยไอระเหยจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแล้ว หรืออากาศในร้านถ่ายเทไม่สะดวก ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อแบคทีเรียที่ปะปนในอากาศให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี
นอกจากความร้อนที่มาจากไดร์เป่าผม เมื่อบวกกับไอระเหยสารเคมีในน้ำยาตกแต่งทรงผม ยังเป็นตัวการที่สร้างควันพิษ ซึ่งไปกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืดกำเริบขึ้นมาอีกด้วย ขณะก็ส่งผลข้างเคียงอย่างอาการปวดศีรษะ หรือเกิดความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อได้เช่นกัน ดังนั้น หากคุณสาวๆ คิดที่จะเข้าร้านทำผมใดๆ ก็แล้วแต่ ขอให้สังเกตบรรยากาศภายในร้านว่ามีพัดลมระบายอากาศ พัดลมตั้งโต๊ะที่บริเวณพนักต้อนรับ หรือมีการเปิดหน้าต่างหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสูดไอระเหยจากสารเคมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง
5.ไดร์เป่าผมทำผมเสีย
คุณสาวคนไหนที่ตกลงปลงใจทำสีผมนั้น แนะนำว่าไม่ควรอยู่ใต้ไดร์เป่าผมขนาดใหญ่นานจนเกินไป แม้ว่าการเป่าผมในขณะทำสีนั้น จะช่วยให้เม็ดสีแตกตัวเร็วขึ้น ซึ่งช่วยให้สีผมติดทนนานก็ตาม เพราะหลายคนอาจมองข้ามเรื่องดังกล่าว เนื่องจากคิดว่าจะไม่เกิดผลกระทบใดๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไดร์เป่าผมคือตัวทำลายเส้นผมของคุณแห้งเสียและแตกปลายอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้
10 ความรู้เรื่องเอดส์
สภากาชาดไทยให้ความรู้เรื่องเอดส์และการตรวจเอดส์ ไว้หลายประการ ดังนี้
1.เอดส์ ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้อื่น
2.เอดส์ สามารถป้องกันได้โดยการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือโดยการเลิกเสพยา หรือโดยการใช้เข็มฉีดยาที่สะอาดทุกครั้งที่เสพยา แต่ก็มีคนไทยติดเชื้อใหม่ปีละเกือบ 200,000 รายคนที่ติดเชื้อใหม่ติดมาจากคนที่ติดเชื้ออยู่ก่อน แต่ไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยไปตรวจ หรือไม่มีอาการอะไร
3.คนที่ติดเชื้ออาจไม่มีอาการอะไรเลยเป็นปีๆ หรืออาจมีอาการป่วยขึ้นมากะทันหัน จนเสียชีวิตได้
4.การตรวจ Anti - HIV เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (เอดส์) โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ สามารถตรวจพบได้หลังจากรับเชื้อมาแล้ว 2-6 สัปดาห์
5.ถ้าอยากตรวจพบให้เร็วขึ้น เช่นภายหลังรับเชื้อมาเพียง 3-7 วัน ต้องตรวจด้วยวิธี Nucleic Acid Technology (NAT) ปัจจุบันคลินิกนิรนามให้บริการตรวจด้วยวิธี NAT ทุกราย ถ้าการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) ด้วยวิธีแรกแล้วไม่พบ6.การติดเชื้อคนไทยทุกคน ทุกสิทธิ สามารถตรวจหา Anti - HIV ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศไทย โดยตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง ตามชุดสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)
7.ใครบ้างที่ควรตรวจเอดส์ ทุกคนที่ติดยาเสพติดโดยการฉีด และทุกคนที่เคย หรือกำลังมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยแม้เพียงครั้งเดียว Ha De Fo Yo Yo Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex Co Th Wh Ha De Fo Yo Yo Th So Yo ทั้งกับคนที่รู้จัก (เช่น สามี หรือภรรยาของตัวเอง) หรือไม่รู้จัก ถือว่ามีพฤติกรรมที่มีโอกาสติดเอดส์ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เรามีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้นเคยมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเอดส์มาก่อนหรือเปล่า ดังนั้น ว่าไปแล้วคนเกือบทุกคนสมควรจะตรวจเอดส์อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต
8.ก่อนการตรวจเอดส์ทุกครั้ง ผู้ตรวจควรมีข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเอดส์และการตรวจเอดส์ ซึ่งอาจหาได้จากการขอรับคำปรึกษาเป็นรายบุคคล หรือหาอ่านได้จากแหล่งข้อมูล เช่นสายด่วน 1663 หรือที่ www.trcarc.org หรือ www.adamslove.org
9.ปัจจุบัน คนที่ติดเชื้อไม่ต้องป่วย หรือเสียชีวิตจากเอดส์อีกแล้ว ถ้ารู้ตัวแต่เนิ่นๆ และรักษาแต่เนิ่นๆ ถ้ารู้ตัวเร็วและรักษาเร็ว อาจไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต
10.คนที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นได้ โดยไม่เป็นภัยหรือเป็นภาระกับใครจึงเป็นประโยชน์และไม่น่ากลัวที่เราจะไปตรวจเอดส์กัน
อย่างน้อยก็สักครั้งในชีวิต ตรวจเพื่อให้รู้ว่าเราไม่ติดเชื้อ ชีวิตจะได้ก้าวไปอย่างมั่นใจ
กระนั้นพิษภัยที่มาจากร้านเสริมสวยก็มีไม่น้อย มีตั้งแต่อันตรายเล็กน้อยอย่างเรื่องผมแห้งแตกปลาย ไล่ไปจนถึงเสียชีวิตจากการที่หลอดเลือดบริเวณต้นคอฉีกขาดจนอุดตัน จากขอบอ่างล้างผมที่แข็งจนเกินไป ก็มีให้เห็นกันอยู่เนืองๆ
ดังนั้นเพื่อให้คนรักสวยรักงามทั้งหลาย ที่ตัดสินใจก้าวเท้ามาในร้านเสริมสวยได้ งาม สมใจ แถมออกไปพร้อมกับสุขภาพที่ดีนั้น มีคำแนะนำจากแฮร์สไตลิสชื่อดัง ได้ออกมาเตือนให้ทราบถึงอันตราย จากเครื่องใช้ไม้สอยที่อยู่ในร้านซาลอนใกล้บ้านมาฝากกัน
1.อ่างสระผม
มีหลักฐานอ้างอิงว่าในขณะที่คุณนอนพิงศีรษะไปยังบริเวณขอบอ่างสระผม อาจก่อให้เกิดอันตรายกับคอของคุณได้ เมื่อคุณนอนเอนหัวลงในตำแหน่งดังกล่าวบนพื้นอ่างที่ค่อนข้างแข็ง อาจทำให้เส้นหลอดเลือดบริเวณต้นคอฉีกขาดได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การอุดตันและทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาต่อมา แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ในทางตรงกันข้ามความเป็นไปได้ที่จะเกิดกรณีนี้ขึ้นก็มีความเป็นไปได้ยาก เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกจนนำมาสู่อาการดังกล่าว
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ลูกค้าผู้ใช้บริการแนะนำให้ร้านซาลอนดังกล่าวควรมีผ้าขนหนูรองหรือหมอนหนุนไว้บริเวณขอบอ่าง หรือใต้ท้ายทอยของคุณขณะล้างหรือทำความสะอาดเส้นผม ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องจุดเสี่ยงบริเวณดังกล่าว แต่ถ้าหากคุณรู้สึกอึดอัด หรือก่อนหน้านี้คุณเคยได้รับการผ่าตัดบริเวณต้นคอ และคุณไม่มั่นใจในช่างทำผม แนะนำให้คุณใช้ความระมัดระวังขณะทำความสะอาดเส้นผม หรือบอกให้ช่างเสริมสวยล้างผมที่อ่างจานแทน รับรองปลอดภัยชัวร์
2.เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ อาทิ ไดร์เป่าผมแปรงม้วนผม
ไดร์เป่าผมที่ใช้เซตทรงผมของคุณนั้น มีพลังความร้อนอยู่ในตัว ซึ่งความร้อนดังกล่าวจะเป็นตัวฆ่าเชื้อโรคทางอ้อมให้กับอุปกรณ์ชิ้นนี้ พูดง่ายๆ ว่าคุณไม่ต้องตกใจหากไม่เคยเห็นช่างทำผมฆ่าเชื้อหรือทำความสะอาดอุปกรณ์เสริมสวยของเขาเลย ไม่ว่าจะแปรงม้วนผม หรือแม้แต่ไดร์เป่าผมก็ตาม แม้ว่ากฎหมายจะระบุให้เหล่าบรรดาร้านเสริมสวยต้องรักษาสุขภาพอนามัยของผู้ใช้บริการ โดยการหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์เสริมความงามดังกล่าวก็ตาม เช่น กฎหมายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ระบุไว้ว่าช่างทำผมรวมถึงช่างแต่งหน้า ควรทำความสะอาดหวีโดยการล้างด้วยน้ำสบู่ ผงซักฟอก หรือแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ ที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานคัดกรองความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์ หรือ EPA
อย่างนั้นก็เถอะ ผู้ใช้บริการร้านซาลอนทุกคนก็จำเป็นต้องขอร้องให้ช่างทำผมทำความสะอาดอุปกรณ์สำหรับทำผมทุกชนิดโดยการฆ่าเชื่อนั่นเอง และยิ่งถ้าหากคุณเห็นเส้นผมลูกค้าคนใดคนหนึ่งติดอยู่ในแปลงม้วนผมล่ะก็ แนะนำว่าให้คุณรีบบอกกับช่างทำผมคนดังให้เปลี่ยนแปลง หรือทำความสะอาดโดยด่วน
3.สารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผม
ไม่ว่ายืด ไดร์ สระ ซอย ฯลฯ หรือทำผมทรงดัดแบบชี้ฟูทั้งหัวซึ่งกำลังฮิตในหมู่ซุปตาร์ดังอย่าง เจโล, เจนิเฟอร์ เอนิสตัน หรือทรง Brazilian blowout แล้วล่ะก็ คุณต้องแน่ว่าน้ำยาดัดผมที่ใช้ปลอดภัยจากสาร ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือที่รู้จักกันว่าเป็นสารก่อมะเร็ง Yo Th So Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi Wh Wo Wo An Hi Hi Ha เนื่องจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ออกมาระบุว่า สารเคมีดังกล่าวนั้นมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งโพรงจมูกและมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่น่าสนใจไปกว่านั้น น้ำยายืดผมเกือบทุกชนิดมีส่วนประกอบของสารไฮดรอกไซแคลเซียม, แอมโมเนีย ไทโอไกลโคเลท สารกัวนิวดีน คาร์บอเนต และไฮดรอกไซลิเธียม ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อผิวและเส้นผม
ดังนั้น หากคุณมีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการดัด-ย้อมผม เพื่อป้องกันอันตรายจากสารเคมีที่อาจปนเปื้อนในน้ำยาจัดแต่งทรงผมเหล่านี้ แต่เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง และหากคุณไม่แน่ใจว่าสารเคมีอาจปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ดัดผมแล้วล่ะก็ แนะนำให้ถามสไตลิสทำผมก่อนทุกครั้งว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ปลอดภัยสำหรับคุณอย่างแท้จริง และหากว่าคุณกังวลเกี่ยวกับกลิ่น หรือควันที่ออกระหว่างดัดผมนั้น แนะนำให้ขอหน้ากากจากช่างทำผม อย่างไรก็ตาม คุณต้องแน่ใจว่าช่างทำผมของคุณมีความรู้ความสามารถเพียงพอ ว่าผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผมจะทำให้คุณแพ้หรือไม่ เพื่อป้องกันอันตรายจากการเสริมสวย ไม่ให้เกิดขึ้นอย่างที่ผ่านๆ มา
4.ร้านทำผมที่ขาดระบบระบายอากาศที่ดี
ในระหว่างที่คุณกำลังเสริมสวยคุณไม่ควรพูดคุย เพราะคุณอาจหายใจเข้าไอระเหยจากสีย้อมผม หรือสารเคมีอื่นๆ เข้าไป ดังนั้นแนะนำว่าก่อนที่คุณจะเดินเข้าร้านทำผมใดก็แล้วแต่ต้องสำรวจว่าภายในร้านมีหน้าต่างระบายอากาศหรือไม่ ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้จากการที่หากคุณต้องทำตาหยีเมื่อก้าวเข้ามาในร้าน นั่นหมายความว่า บรรยากาศภายในร้านล้วนปกครอบไปด้วยไอระเหยจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแล้ว หรืออากาศในร้านถ่ายเทไม่สะดวก ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อแบคทีเรียที่ปะปนในอากาศให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี
นอกจากความร้อนที่มาจากไดร์เป่าผม เมื่อบวกกับไอระเหยสารเคมีในน้ำยาตกแต่งทรงผม ยังเป็นตัวการที่สร้างควันพิษ ซึ่งไปกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืดกำเริบขึ้นมาอีกด้วย ขณะก็ส่งผลข้างเคียงอย่างอาการปวดศีรษะ หรือเกิดความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อได้เช่นกัน ดังนั้น หากคุณสาวๆ คิดที่จะเข้าร้านทำผมใดๆ ก็แล้วแต่ ขอให้สังเกตบรรยากาศภายในร้านว่ามีพัดลมระบายอากาศ พัดลมตั้งโต๊ะที่บริเวณพนักต้อนรับ หรือมีการเปิดหน้าต่างหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสูดไอระเหยจากสารเคมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง
5.ไดร์เป่าผมทำผมเสีย
คุณสาวคนไหนที่ตกลงปลงใจทำสีผมนั้น แนะนำว่าไม่ควรอยู่ใต้ไดร์เป่าผมขนาดใหญ่นานจนเกินไป แม้ว่าการเป่าผมในขณะทำสีนั้น จะช่วยให้เม็ดสีแตกตัวเร็วขึ้น ซึ่งช่วยให้สีผมติดทนนานก็ตาม เพราะหลายคนอาจมองข้ามเรื่องดังกล่าว เนื่องจากคิดว่าจะไม่เกิดผลกระทบใดๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไดร์เป่าผมคือตัวทำลายเส้นผมของคุณแห้งเสียและแตกปลายอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้
10 ความรู้เรื่องเอดส์
สภากาชาดไทยให้ความรู้เรื่องเอดส์และการตรวจเอดส์ ไว้หลายประการ ดังนี้
1.เอดส์ ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้อื่น
2.เอดส์ สามารถป้องกันได้โดยการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือโดยการเลิกเสพยา หรือโดยการใช้เข็มฉีดยาที่สะอาดทุกครั้งที่เสพยา แต่ก็มีคนไทยติดเชื้อใหม่ปีละเกือบ 200,000 รายคนที่ติดเชื้อใหม่ติดมาจากคนที่ติดเชื้ออยู่ก่อน แต่ไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยไปตรวจ หรือไม่มีอาการอะไร
3.คนที่ติดเชื้ออาจไม่มีอาการอะไรเลยเป็นปีๆ หรืออาจมีอาการป่วยขึ้นมากะทันหัน จนเสียชีวิตได้
4.การตรวจ Anti - HIV เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (เอดส์) โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ สามารถตรวจพบได้หลังจากรับเชื้อมาแล้ว 2-6 สัปดาห์
5.ถ้าอยากตรวจพบให้เร็วขึ้น เช่นภายหลังรับเชื้อมาเพียง 3-7 วัน ต้องตรวจด้วยวิธี Nucleic Acid Technology (NAT) ปัจจุบันคลินิกนิรนามให้บริการตรวจด้วยวิธี NAT ทุกราย ถ้าการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) ด้วยวิธีแรกแล้วไม่พบ6.การติดเชื้อคนไทยทุกคน ทุกสิทธิ สามารถตรวจหา Anti - HIV ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศไทย โดยตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง ตามชุดสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)
7.ใครบ้างที่ควรตรวจเอดส์ ทุกคนที่ติดยาเสพติดโดยการฉีด และทุกคนที่เคย หรือกำลังมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยแม้เพียงครั้งเดียว Ha De Fo Yo Yo Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex Co Th Wh Ha De Fo Yo Yo Th So Yo ทั้งกับคนที่รู้จัก (เช่น สามี หรือภรรยาของตัวเอง) หรือไม่รู้จัก ถือว่ามีพฤติกรรมที่มีโอกาสติดเอดส์ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เรามีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้นเคยมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเอดส์มาก่อนหรือเปล่า ดังนั้น ว่าไปแล้วคนเกือบทุกคนสมควรจะตรวจเอดส์อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต
8.ก่อนการตรวจเอดส์ทุกครั้ง ผู้ตรวจควรมีข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเอดส์และการตรวจเอดส์ ซึ่งอาจหาได้จากการขอรับคำปรึกษาเป็นรายบุคคล หรือหาอ่านได้จากแหล่งข้อมูล เช่นสายด่วน 1663 หรือที่ www.trcarc.org หรือ www.adamslove.org
9.ปัจจุบัน คนที่ติดเชื้อไม่ต้องป่วย หรือเสียชีวิตจากเอดส์อีกแล้ว ถ้ารู้ตัวแต่เนิ่นๆ และรักษาแต่เนิ่นๆ ถ้ารู้ตัวเร็วและรักษาเร็ว อาจไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต
10.คนที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นได้ โดยไม่เป็นภัยหรือเป็นภาระกับใครจึงเป็นประโยชน์และไม่น่ากลัวที่เราจะไปตรวจเอดส์กัน
อย่างน้อยก็สักครั้งในชีวิต ตรวจเพื่อให้รู้ว่าเราไม่ติดเชื้อ ชีวิตจะได้ก้าวไปอย่างมั่นใจ
4 วิธีเตรียมความพร้อมให้น้องหมาอยู่ร่วมกับหญิงตั้งครรภ์
ทำความเข้าใจ และเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงน้องหมาให้อยู่กับคนท้องอย่างมีความสุข
หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเลี้ยงหรืออยู่ร่วมกันกับสุนัขเพราะจะทำให้ติดเชื้อโรคต่าง ๆ จากสุนัข ที่จะส่งผลกระทบต่อทารกทำให้ทารกพิการและเสียชีวิตได้ ซึ่งทำให้ทั้งคนรักสัตว์ หญิงตั้งครรภ์ และคนอื่น ๆ ในครอบครัวต่างก็เกิดความวิตกกังวลกันใช่ไหมล่ะคะ
เทคนิคการเลี้ยงการดูแล วันนี้ ปังปอนด์ก็เลยจะชวนเพื่อน ๆ คนรักน้องหมา ที่ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกภายในครอบครัว หรือหญิงที่กำลังตั้งครรภ์มาหาคำตอบให้หายข้องใจกันค่ะว่า หญิงตั้งครรภ์นั้นสามารถอยู่ร่วมกับน้องหมา หรือเลี้ยงน้องหมาได้หรือเปล่า และจะต้องมีวิธีบริหารจัดการอย่างไรที่จะสามารถทำให้น้องหมาอยู่ร่วมกับหญิงตั้งครรภ์ได้บ้าง เราไปติดตามกันเลยค่ะ ...
หญิงตั้งครรภ์สามารถเลี้ยงสุนัขได้ไหม
หญิงตั้งครรภ์เลี้ยงสุนัขได้ไหม , เลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านจะเป็นอันตรายกับลูกน้อยในท้องหรือเปล่า ... เชื่อว่า คำถามนี้ยังคงเป็นคำถามของคนในครอบครัวคนรักสุนัขที่มีสมาชิกในบ้านตั้งครรภ์ หรือแม้แต่ผู้เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์ต่างก็ยังสงสัยและเป็นกังวลกันอยู่ว่า จริง ๆ แล้วหญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้นสามารถเลี้ยงและอยู่ร่วมกันกับสุนัขได้หรือไม่ หรือการเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านที่มีหญิงตั้งครรภ์นั้นจะส่งผลเสียและเป็นอันตรายทำให้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์แท้งได้หรือเปล่า ... ซึ่งต้องขอตอบเลยค่ะว่า หญิงตั้งครรภ์สามารถเลี้ยงสุนัขได้ เพียงแต่ต้องดูแลเรื่องความสะอาดและเลี้ยงน้องหมาอย่างถูกวิธีเพื่อสุขอนามัยที่ดี รวมถึงต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษด้วยนั่นเองค่ะ
โดยมีงานวิจัยจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้วิจัยเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ที่เลี้ยงสุนัขแล้วพบว่า ผู้หญิงที่มีสัตว์เลี้ยงในขณะตั้งครรภ์ จะทำให้ความเครียดและความวิตกกังวลในการตั้งครรภ์ลดลง จิตใจผ่อนคลาย มองโลกในแง่ดี คลายเหงา ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพ และอารมณ์ของหญิงตั้งครรภ์ และลูกน้อยในครรภ์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการเล่นกับสัตว์เลี้ยงยังเป็นการออกกำลังกายทำให้ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์แข็งแรงไปในตัว แต่ทั้งนี้ก็ต้องรู้จักวิธีดูแลสุนัขและวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายในขณะตั้งครรภ์ เพราะสัตว์เลี้ยงก็สามารถทำให้เกิดโรคในหญิงตั้งครรภ์ได้เช่นกันค่ะ ...
เมื่อเรารู้ว่า หญิงตั้งครรภ์สามารถเลี้ยงสุนัขได้แล้ว ทีนี้เราก็ต้องเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกันกับน้องหมา ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิกทุกคนในครอบครัว รวมถึงตัวหญิงตั้งครรภ์เองที่จะต้องร่วมกันใส่ใจดูแลเรื่องสุขอนามัยเป็นพิเศษ และช่วยกันลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในหญิงตั้งครรภ์กันด้วยนะคะ โดยเราสามารถเตรียมความพร้อมกันได้ด้วย 4 วิธีง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ
4 วิธีเตรียมความพร้อมให้น้องหมาอยู่ร่วมกับหญิงตั้งครรภ์
จัดพื้นที่ให้สุนัขอยู่เป็นสัดส่วน
ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องลงมือทำเป็นอันดับแรกสำหรับบ้านที่มีหญิงตั้งครรภ์ นั่นก็คือ การจำกัดพื้นที่ให้น้องหมาอยู่เป็นสัดส่วน โดยผู้เลี้ยงควรจัดแบ่งพื้นที่และเลือกตำแหน่งที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดให้น้องหมา อาจจะใช้ กรง ที่กั้นคอก จำกัดพื้นที่ไม่ให้น้องหมาเดินได้อย่างอิสระ เพื่อไม่ให้น้องหมารบกวนหญิงตั้งครรภ์และเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น เช่น น้องอาจเดินมาพันขาทำให้หญิงตั้งครรภ์สะดุดล้มได้ เสียงเห่าทำให้หญิงตั้งครรภ์ตกใจซึ่งจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ ซึ่งบริเวณที่เหมาะสมสำหรับน้องหมาควรเป็นพื้นที่ห่างจากบริเวณที่หญิงตั้งครรภ์อาศัยอยู่พอสมควร และเป็นพื้นที่ที่เงียบสงบ อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีร่มเงาที่เพียงพอ ซึ่งอาจจะเป็นมุมใดมุมหนึ่งของพื้นที่ภายในบริเวณบ้านก็ได้ และที่สำคัญ ต้องเป็นพื้นที่ที่ง่ายต่อการดูแลทำความสะอาดด้วยค่ะ
แต่สำหรับกรณีที่น้องหมาถูกเลี้ยงให้นอนอยู่ในห้องเดียวกันกับหญิงตั้งครรภ์อยู่ก่อนแล้วนั้น แนะนำว่า ควรจัดแบ่งพื้นที่ภายในห้องนอนให้กับน้องหมาอย่างชัดเจน โดยไม่ควรให้น้องหมาขึ้รมานอนร่วมเตียงเดียวกันกับหญิงตั้งครรภ์ และอาจจะหาเครื่องฟอกอากาศเข้ามาติดตั้งสักเครื่อง พร้อมกับหมั่นดูแลทำความสะอาดห้องนอนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขอนามัยที่ดีกันด้วยนะคะ
นอกจากนี้แล้วผู้เลี้ยงยังต้องคอยระมัดระวังไม่ให้น้องหมาไปคลุกคลี เล่นกับสุนัขหรือสัตว์อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่นอกบ้าน และถ้าหากบ้านไหนมีน้องหมาที่ชอบวิ่งไล่จับหนู ผู้เลี้ยงก็ควรป้องกันไม่ให้น้องหมาไล่จับหนู โดยอาจจะหากาวดักหนู หรือวิธีอื่น ๆ มาดักหนูแทนเพราะการที่น้องหมาวิ่งไล่หรือกัดหนูนั้น น้องหมาอาจะติดเชื้อโรคต่าง ๆ มา เมื่อหญิงตั้งครรภ์สัมผัสน้องหมาก็อาจจะได้รับเชื้อโรคเหล่านั้นได้ค่ะ
รักษาความสะอาดเสมอ
การรักษาความสะอาด ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันระหว่างหญิงตั้งครรภ์และน้องหมาเลยก็ว่าได้ค่ะ โดยการรักษาความสะอาดนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิกทุกคนภายในบ้านที่ต้องช่วยกันดูแล ซึ่งเราสามารถแบ่งการทำความสะอาดออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ การดูแลทำความสะอาดบ้าน และการดูแลทำความสะอาดน้องหมา
สำหรับ การทำความสะอาดบ้าน เป็นหน้าที่ของสมาชิกในบ้านที่ต้องช่วยกันดูแลทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอ ควรหมั่นกวาดบ้าน เพื่อกำจัดเศษขนน้องหมาที่หลุดร่วงออกมา ถูบ้านด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อทุกวันเพื่อป้องกันไรฝุ่น และฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่ตามพื้น และสำหรับบ้านที่เลี้ยงน้องหมาไว้ภายในบ้าน การกำจัดเห็บภายในบ้านก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เลี้ยงจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์เพราะเห็บอาจกัดหญิงตั้งครรภ์ให้เกิดอาการแพ้ เกิดผื่นคันขึ้นได้ (หญิงตั้งครรภ์หลายคนมักกลัว เห็บหมัด ว่าจะเป็นตัวนำเชื้อโรคมาสู่คน ซึ่งจริง ๆ แล้วเห็บหมัดนั้นสามารถกัดเราจนเป็นแผล หรือผื่นได้ แต่ไม่สามารถอาศัยเกาะกินเลือดเราได้นาน เหมือนเกาะอยู่ที่น้องหมา เพราะร่างกายของเราไม่เหมาะสมที่จะเป็นโฮสต์ หรือที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของ เห็บหมัดค่ะ) โดยเริ่มจากการกวาดบ้าน ถูบ้าน ดูดฝุ่น โดยเน้นดูดฝุ่นตามซอกมุมต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น บนพื้น รอยต่อของไม้ ซอกประตู หน้าต่าง ทำความสะอาดที่นอน โซฟา โต๊ะ ตู้ ฯลฯ หรือในที่ที่คิดว่า ตัวอ่อนของเห็บจะสามารถซุกซ่อนอยู่ได้
และหลังจากที่ผู้เลี้ยงทำความสะอาดกวาดถูบ้านเสร็จแล้ว แนะนำให้ใช้ยาพ่นกำจัดเห็บที่มีส่วนผสมของ Pyrethrin หรือ Permethrin ที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บมาฉีดพ่นตามฝาผนัง ซอกต่าง ๆ เพราะเห็บมักจะเข้าไปหลับและฝังอยู่ตามผนังที่มีช่องว่าง สิ่งสำคัญ ในขณะพ่นยากำจัดเห็บก็อย่าลืมที่จะใส่หน้ากากป้องกันการสูดดมยา และควรป้องกันสมาชิกในบ้านที่เสี่ยงได้รับสารเคมี เช่น หญิงตั้งครรภ์ ลูกหลาน สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ให้ออกจากพื้นที่ในขณะฉีดพ่นก่อน และรอจนกว่าสารเคมีจะแห้งจึงค่อยปล่อยให้สมาชิกในบ้านเข้าบ้านได้ค่ะ ... การทำความสะอาด และพ่นยาภายในบ้านเป็นประจำจะช่วยป้องกันและช่วยลดจำนวนของเห็บลงได้เป็น จำนวนมาก รวมถึงยังช่วยกำจัดแมลงอื่น ๆ ภายในบ้านได้อีกด้วยค่ะ (อ่านเพิ่มเติมบทความ เห็บ ศัตรูตัวร้ายของน้องหมาที่ต้องกำจัด)
ส่วนในหญิงตั้งครรภ์ที่มักจะทำงานบ้าน เช่น ล้างจาน ทำสวน ฯ เป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว แนะนำว่า ให้สวมใส่ถุงมือยางทุกครั้งที่ล้างจานเพื่อป้องกันการแพ้น้ำยาล้างจาน และใส่ถุงมือทุกครั้งที่ลงมือทําสวน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคจากการสัมผัสพื้นดินและหญ้า ที่น้องหมาอาจขับถ่ายทิ้งเอาไว้ด้วยนะคะ
ส่วนเรื่อง การดูแลทำความสะอาดน้องหมานั้น ควรเป็นหน้าที่ของสมาชิกภายในบ้านที่จะต้องอาบน้ำทำความสะอาดน้องหมาเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และแปรงขนน้องหมาเพื่อสางขนชุดเก่ารวมถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ติดอยู่ตามตัวน้องหมาออก Wh Wo Hi An Va Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex Co Th Wh Ha De Fo Yo ไม่แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์อาบน้ำให้น้องหมาเองเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เช่น สะดุด ลื่นล้ม น้องหมาเลียหน้า ฯ แลถ้าหากน้องหมาที่เลี้ยงในบ้านที่มีหญิงตั้งครรภ์เป็นน้องหมาพันธุ์ขนยาว ก็ควรพาน้องหมาไปตัดขนเป็นทรงขนสั้นเพื่อลดการหลุดร่วงของขนน้องหมา ที่อาจทําให้หญิงตั้งครรภ์เป็นโรคภูมิแพ้ขนสัตว์และโรคหอบหืดได้ค่ะ ... การรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคต่าง ๆ ในหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างดีทีเดียวเลยล่ะค่ะ
ระมัดระวังในการเล่นกับสุนัข
เป็นสิ่งที่หญิงตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการเล่น หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันกับน้องหมา เพราะหญิงตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระ การเคลื่อนไหวที่ช้าลง เดินไม่สะดวกและคล่องตัวเหมือนก่อน จึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ในขณะที่เล่นกับน้องหมาได้ง่าย ...
ทุกครั้งที่หญิงตั้งครรภ์จะเล่นกับน้องหมา จึงจำเป็นที่จะต้องประเมินความเสี่ยง และระมัดระวังในการเล่นกับน้องหมาเพราะน้องหมาบางสายพันธุ์โดยเฉพาะน้องหมาพันธุ์ใหญ่มักจะชอบแสดงความรัก ความดีใจด้วยการกระโดดใส่เจ้าของ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ ที่มีการทรงตัวและการเคลื่อนไหวที่ไม่ดีเหมือนคนปกติ หากน้องหมากระโจนเข้าใส่ เพราะอยากเล่นด้วย ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มจนกระทบกระเทือนไปถึงลูกน้อยในท้องได้ค่ะ
ฉะนั้น ทางที่ดีผู้เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ควรหลีกเลี่ยงการทำให้น้องหมาตื่นเต้น โดยหลีกเลี่ยงการใช้เสียงแหลมสูงที่ชวนให้น้องหมาตื่นตัว หรือเล่นแรง ๆ กับน้องหมา และต้องคอยห้ามทุกครั้งที่น้องหมาพยายามที่จะวิ่งเข้าหาหรือพยายามกระโจนใส่ ด้วยการใช้คำสั่งอย่าหยุด ด้วยเสียงโทนต่ำเพื่อบอกกับน้องหมาว่า การวิ่งเข้าหาหรือการจะกระโจนใส่เป็นสิ่งผิดที่ห้ามกระทำ แต่ถ้าหากน้องหมายังมีอาการตื่นเต้นอยู่ ก็ให้ผู้เลี้ยงเดินหลบ ทำเป็นไม่สนใจ ไม่มอง ไม่พูด ไม่สบตา และรอจนกว่าน้องหมาจะสงบหรือนั่งเรียบร้อย แล้วจึงค่อยเข้าไปหา ทักทายน้องหมาแบบเงียบ ๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ ลูบตัวลูบหัวน้องหมาพอประมาณ พร้อมกับพูดชื่นชมน้องหมาว่าทำดีแล้วเก่งมาก การทำแบบนี้จะทำให้น้องหมาเข้าใจว่า การสงบนิ่ง หรือนั่งเรียบร้อยเท่านั้น ที่จะสามารถเรียกร้องความสนใจจากเราได้นั่นเองค่ะ
ส่วนสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์เล็ก เช่น ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน พูเดิ้ล ยอร์คเชียร์เทอร์เรีย ฯลฯ นั้น สามารถพาน้องหมาไปเดินเล่นออกกำลังกายได้ไม่เป็นอันตราย แต่ก็ควรระมัดระวังไม่ให้น้องหมาเลียหน้า ปาก หรือมือ และขอเน้นย้ำว่า หญิงตั้งครรภ์ควรหมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จับหรือสัมผัสตัวน้องหมา และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารเพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ค่ะ
ดูแลน้องหมาให้มีสุขภาพดี
นอกจากที่หญิงตั้งครรภ์จะต้องดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาแล้ว การดูแลน้องหมาให้มีสุขภาพดีก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ... โดยผู้เลี้ยงควรพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมสุขภาพ และหมั่นพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยทุก 6 เดือน เพราะว่าการพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพจะช่วยทำให้ผู้เลี้ยงรู้ถึงแนวโน้ม หรือความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเตรียมรับมือ และรักษาน้องหมาได้อย่างทันท่วงทีหากตรวจพบโรคต่าง ๆ และที่สำคัญคือจะช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้น้องหมาเป็นพาหะนําเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า , โรคพยาธิท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) ที่มักพบอยู่ในอุจจาระของสุนัขและแมว Re Hi Wo Ki Ug Co Gr An Ug Bo Bi Ho Th Co Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi ที่อาจติดต่อมาสู่ผู้เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งจะส่งผลให้ทารกพิการ แท้งหรือเสียชิวิตได้
นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงยังควรดูแลในเรื่องอาหารการกินสำหรับน้องหมา โดยควรเลือกให้อาหารที่มีคุณภาพ เลือกให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดสำหรับสุนัขให้กับน้องหมาจะดีที่สุด เพราะมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนเหมาะกับน้องหมา ควรหลีกเลี่ยงการให้สุนัขกินอาหารเปียก อาหารของคน หรืออาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ดิบ (BARF) เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้อาหารเน่าเสีย ที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวและอาเจียนในน้องหมา ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ได้ค่ะ
ทีนี้เราก็ได้รู้กันแล้วนะคะว่า หญิงตั้งครรภ์นั้นสามารถเลี้ยงน้องหมาได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป เพียงแต่ต้องรักษาเรื่องความสะอาด และเลี้ยงน้องหมาอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเองค่ะ และในสัปดาห์หน้า คอลัมน์เทคนิคการเลี้ยงการดูแลก็จะมีบทความเกี่ยวกับการเลี้ยงน้องหมาร่วมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ
หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเลี้ยงหรืออยู่ร่วมกันกับสุนัขเพราะจะทำให้ติดเชื้อโรคต่าง ๆ จากสุนัข ที่จะส่งผลกระทบต่อทารกทำให้ทารกพิการและเสียชีวิตได้ ซึ่งทำให้ทั้งคนรักสัตว์ หญิงตั้งครรภ์ และคนอื่น ๆ ในครอบครัวต่างก็เกิดความวิตกกังวลกันใช่ไหมล่ะคะ
เทคนิคการเลี้ยงการดูแล วันนี้ ปังปอนด์ก็เลยจะชวนเพื่อน ๆ คนรักน้องหมา ที่ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกภายในครอบครัว หรือหญิงที่กำลังตั้งครรภ์มาหาคำตอบให้หายข้องใจกันค่ะว่า หญิงตั้งครรภ์นั้นสามารถอยู่ร่วมกับน้องหมา หรือเลี้ยงน้องหมาได้หรือเปล่า และจะต้องมีวิธีบริหารจัดการอย่างไรที่จะสามารถทำให้น้องหมาอยู่ร่วมกับหญิงตั้งครรภ์ได้บ้าง เราไปติดตามกันเลยค่ะ ...
หญิงตั้งครรภ์สามารถเลี้ยงสุนัขได้ไหม
หญิงตั้งครรภ์เลี้ยงสุนัขได้ไหม , เลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านจะเป็นอันตรายกับลูกน้อยในท้องหรือเปล่า ... เชื่อว่า คำถามนี้ยังคงเป็นคำถามของคนในครอบครัวคนรักสุนัขที่มีสมาชิกในบ้านตั้งครรภ์ หรือแม้แต่ผู้เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์ต่างก็ยังสงสัยและเป็นกังวลกันอยู่ว่า จริง ๆ แล้วหญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้นสามารถเลี้ยงและอยู่ร่วมกันกับสุนัขได้หรือไม่ หรือการเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านที่มีหญิงตั้งครรภ์นั้นจะส่งผลเสียและเป็นอันตรายทำให้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์แท้งได้หรือเปล่า ... ซึ่งต้องขอตอบเลยค่ะว่า หญิงตั้งครรภ์สามารถเลี้ยงสุนัขได้ เพียงแต่ต้องดูแลเรื่องความสะอาดและเลี้ยงน้องหมาอย่างถูกวิธีเพื่อสุขอนามัยที่ดี รวมถึงต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษด้วยนั่นเองค่ะ
โดยมีงานวิจัยจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้วิจัยเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ที่เลี้ยงสุนัขแล้วพบว่า ผู้หญิงที่มีสัตว์เลี้ยงในขณะตั้งครรภ์ จะทำให้ความเครียดและความวิตกกังวลในการตั้งครรภ์ลดลง จิตใจผ่อนคลาย มองโลกในแง่ดี คลายเหงา ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพ และอารมณ์ของหญิงตั้งครรภ์ และลูกน้อยในครรภ์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการเล่นกับสัตว์เลี้ยงยังเป็นการออกกำลังกายทำให้ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์แข็งแรงไปในตัว แต่ทั้งนี้ก็ต้องรู้จักวิธีดูแลสุนัขและวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายในขณะตั้งครรภ์ เพราะสัตว์เลี้ยงก็สามารถทำให้เกิดโรคในหญิงตั้งครรภ์ได้เช่นกันค่ะ ...
เมื่อเรารู้ว่า หญิงตั้งครรภ์สามารถเลี้ยงสุนัขได้แล้ว ทีนี้เราก็ต้องเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกันกับน้องหมา ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิกทุกคนในครอบครัว รวมถึงตัวหญิงตั้งครรภ์เองที่จะต้องร่วมกันใส่ใจดูแลเรื่องสุขอนามัยเป็นพิเศษ และช่วยกันลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในหญิงตั้งครรภ์กันด้วยนะคะ โดยเราสามารถเตรียมความพร้อมกันได้ด้วย 4 วิธีง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ
4 วิธีเตรียมความพร้อมให้น้องหมาอยู่ร่วมกับหญิงตั้งครรภ์
จัดพื้นที่ให้สุนัขอยู่เป็นสัดส่วน
ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องลงมือทำเป็นอันดับแรกสำหรับบ้านที่มีหญิงตั้งครรภ์ นั่นก็คือ การจำกัดพื้นที่ให้น้องหมาอยู่เป็นสัดส่วน โดยผู้เลี้ยงควรจัดแบ่งพื้นที่และเลือกตำแหน่งที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดให้น้องหมา อาจจะใช้ กรง ที่กั้นคอก จำกัดพื้นที่ไม่ให้น้องหมาเดินได้อย่างอิสระ เพื่อไม่ให้น้องหมารบกวนหญิงตั้งครรภ์และเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น เช่น น้องอาจเดินมาพันขาทำให้หญิงตั้งครรภ์สะดุดล้มได้ เสียงเห่าทำให้หญิงตั้งครรภ์ตกใจซึ่งจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ ซึ่งบริเวณที่เหมาะสมสำหรับน้องหมาควรเป็นพื้นที่ห่างจากบริเวณที่หญิงตั้งครรภ์อาศัยอยู่พอสมควร และเป็นพื้นที่ที่เงียบสงบ อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีร่มเงาที่เพียงพอ ซึ่งอาจจะเป็นมุมใดมุมหนึ่งของพื้นที่ภายในบริเวณบ้านก็ได้ และที่สำคัญ ต้องเป็นพื้นที่ที่ง่ายต่อการดูแลทำความสะอาดด้วยค่ะ
แต่สำหรับกรณีที่น้องหมาถูกเลี้ยงให้นอนอยู่ในห้องเดียวกันกับหญิงตั้งครรภ์อยู่ก่อนแล้วนั้น แนะนำว่า ควรจัดแบ่งพื้นที่ภายในห้องนอนให้กับน้องหมาอย่างชัดเจน โดยไม่ควรให้น้องหมาขึ้รมานอนร่วมเตียงเดียวกันกับหญิงตั้งครรภ์ และอาจจะหาเครื่องฟอกอากาศเข้ามาติดตั้งสักเครื่อง พร้อมกับหมั่นดูแลทำความสะอาดห้องนอนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขอนามัยที่ดีกันด้วยนะคะ
นอกจากนี้แล้วผู้เลี้ยงยังต้องคอยระมัดระวังไม่ให้น้องหมาไปคลุกคลี เล่นกับสุนัขหรือสัตว์อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่นอกบ้าน และถ้าหากบ้านไหนมีน้องหมาที่ชอบวิ่งไล่จับหนู ผู้เลี้ยงก็ควรป้องกันไม่ให้น้องหมาไล่จับหนู โดยอาจจะหากาวดักหนู หรือวิธีอื่น ๆ มาดักหนูแทนเพราะการที่น้องหมาวิ่งไล่หรือกัดหนูนั้น น้องหมาอาจะติดเชื้อโรคต่าง ๆ มา เมื่อหญิงตั้งครรภ์สัมผัสน้องหมาก็อาจจะได้รับเชื้อโรคเหล่านั้นได้ค่ะ
รักษาความสะอาดเสมอ
การรักษาความสะอาด ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันระหว่างหญิงตั้งครรภ์และน้องหมาเลยก็ว่าได้ค่ะ โดยการรักษาความสะอาดนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิกทุกคนภายในบ้านที่ต้องช่วยกันดูแล ซึ่งเราสามารถแบ่งการทำความสะอาดออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ การดูแลทำความสะอาดบ้าน และการดูแลทำความสะอาดน้องหมา
สำหรับ การทำความสะอาดบ้าน เป็นหน้าที่ของสมาชิกในบ้านที่ต้องช่วยกันดูแลทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอ ควรหมั่นกวาดบ้าน เพื่อกำจัดเศษขนน้องหมาที่หลุดร่วงออกมา ถูบ้านด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อทุกวันเพื่อป้องกันไรฝุ่น และฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่ตามพื้น และสำหรับบ้านที่เลี้ยงน้องหมาไว้ภายในบ้าน การกำจัดเห็บภายในบ้านก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เลี้ยงจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์เพราะเห็บอาจกัดหญิงตั้งครรภ์ให้เกิดอาการแพ้ เกิดผื่นคันขึ้นได้ (หญิงตั้งครรภ์หลายคนมักกลัว เห็บหมัด ว่าจะเป็นตัวนำเชื้อโรคมาสู่คน ซึ่งจริง ๆ แล้วเห็บหมัดนั้นสามารถกัดเราจนเป็นแผล หรือผื่นได้ แต่ไม่สามารถอาศัยเกาะกินเลือดเราได้นาน เหมือนเกาะอยู่ที่น้องหมา เพราะร่างกายของเราไม่เหมาะสมที่จะเป็นโฮสต์ หรือที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของ เห็บหมัดค่ะ) โดยเริ่มจากการกวาดบ้าน ถูบ้าน ดูดฝุ่น โดยเน้นดูดฝุ่นตามซอกมุมต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น บนพื้น รอยต่อของไม้ ซอกประตู หน้าต่าง ทำความสะอาดที่นอน โซฟา โต๊ะ ตู้ ฯลฯ หรือในที่ที่คิดว่า ตัวอ่อนของเห็บจะสามารถซุกซ่อนอยู่ได้
และหลังจากที่ผู้เลี้ยงทำความสะอาดกวาดถูบ้านเสร็จแล้ว แนะนำให้ใช้ยาพ่นกำจัดเห็บที่มีส่วนผสมของ Pyrethrin หรือ Permethrin ที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บมาฉีดพ่นตามฝาผนัง ซอกต่าง ๆ เพราะเห็บมักจะเข้าไปหลับและฝังอยู่ตามผนังที่มีช่องว่าง สิ่งสำคัญ ในขณะพ่นยากำจัดเห็บก็อย่าลืมที่จะใส่หน้ากากป้องกันการสูดดมยา และควรป้องกันสมาชิกในบ้านที่เสี่ยงได้รับสารเคมี เช่น หญิงตั้งครรภ์ ลูกหลาน สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ให้ออกจากพื้นที่ในขณะฉีดพ่นก่อน และรอจนกว่าสารเคมีจะแห้งจึงค่อยปล่อยให้สมาชิกในบ้านเข้าบ้านได้ค่ะ ... การทำความสะอาด และพ่นยาภายในบ้านเป็นประจำจะช่วยป้องกันและช่วยลดจำนวนของเห็บลงได้เป็น จำนวนมาก รวมถึงยังช่วยกำจัดแมลงอื่น ๆ ภายในบ้านได้อีกด้วยค่ะ (อ่านเพิ่มเติมบทความ เห็บ ศัตรูตัวร้ายของน้องหมาที่ต้องกำจัด)
ส่วนในหญิงตั้งครรภ์ที่มักจะทำงานบ้าน เช่น ล้างจาน ทำสวน ฯ เป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว แนะนำว่า ให้สวมใส่ถุงมือยางทุกครั้งที่ล้างจานเพื่อป้องกันการแพ้น้ำยาล้างจาน และใส่ถุงมือทุกครั้งที่ลงมือทําสวน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคจากการสัมผัสพื้นดินและหญ้า ที่น้องหมาอาจขับถ่ายทิ้งเอาไว้ด้วยนะคะ
ส่วนเรื่อง การดูแลทำความสะอาดน้องหมานั้น ควรเป็นหน้าที่ของสมาชิกภายในบ้านที่จะต้องอาบน้ำทำความสะอาดน้องหมาเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และแปรงขนน้องหมาเพื่อสางขนชุดเก่ารวมถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ติดอยู่ตามตัวน้องหมาออก Wh Wo Hi An Va Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex Co Th Wh Ha De Fo Yo ไม่แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์อาบน้ำให้น้องหมาเองเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เช่น สะดุด ลื่นล้ม น้องหมาเลียหน้า ฯ แลถ้าหากน้องหมาที่เลี้ยงในบ้านที่มีหญิงตั้งครรภ์เป็นน้องหมาพันธุ์ขนยาว ก็ควรพาน้องหมาไปตัดขนเป็นทรงขนสั้นเพื่อลดการหลุดร่วงของขนน้องหมา ที่อาจทําให้หญิงตั้งครรภ์เป็นโรคภูมิแพ้ขนสัตว์และโรคหอบหืดได้ค่ะ ... การรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคต่าง ๆ ในหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างดีทีเดียวเลยล่ะค่ะ
ระมัดระวังในการเล่นกับสุนัข
เป็นสิ่งที่หญิงตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการเล่น หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันกับน้องหมา เพราะหญิงตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระ การเคลื่อนไหวที่ช้าลง เดินไม่สะดวกและคล่องตัวเหมือนก่อน จึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ในขณะที่เล่นกับน้องหมาได้ง่าย ...
ทุกครั้งที่หญิงตั้งครรภ์จะเล่นกับน้องหมา จึงจำเป็นที่จะต้องประเมินความเสี่ยง และระมัดระวังในการเล่นกับน้องหมาเพราะน้องหมาบางสายพันธุ์โดยเฉพาะน้องหมาพันธุ์ใหญ่มักจะชอบแสดงความรัก ความดีใจด้วยการกระโดดใส่เจ้าของ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ ที่มีการทรงตัวและการเคลื่อนไหวที่ไม่ดีเหมือนคนปกติ หากน้องหมากระโจนเข้าใส่ เพราะอยากเล่นด้วย ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มจนกระทบกระเทือนไปถึงลูกน้อยในท้องได้ค่ะ
ฉะนั้น ทางที่ดีผู้เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ควรหลีกเลี่ยงการทำให้น้องหมาตื่นเต้น โดยหลีกเลี่ยงการใช้เสียงแหลมสูงที่ชวนให้น้องหมาตื่นตัว หรือเล่นแรง ๆ กับน้องหมา และต้องคอยห้ามทุกครั้งที่น้องหมาพยายามที่จะวิ่งเข้าหาหรือพยายามกระโจนใส่ ด้วยการใช้คำสั่งอย่าหยุด ด้วยเสียงโทนต่ำเพื่อบอกกับน้องหมาว่า การวิ่งเข้าหาหรือการจะกระโจนใส่เป็นสิ่งผิดที่ห้ามกระทำ แต่ถ้าหากน้องหมายังมีอาการตื่นเต้นอยู่ ก็ให้ผู้เลี้ยงเดินหลบ ทำเป็นไม่สนใจ ไม่มอง ไม่พูด ไม่สบตา และรอจนกว่าน้องหมาจะสงบหรือนั่งเรียบร้อย แล้วจึงค่อยเข้าไปหา ทักทายน้องหมาแบบเงียบ ๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ ลูบตัวลูบหัวน้องหมาพอประมาณ พร้อมกับพูดชื่นชมน้องหมาว่าทำดีแล้วเก่งมาก การทำแบบนี้จะทำให้น้องหมาเข้าใจว่า การสงบนิ่ง หรือนั่งเรียบร้อยเท่านั้น ที่จะสามารถเรียกร้องความสนใจจากเราได้นั่นเองค่ะ
ส่วนสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์เล็ก เช่น ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน พูเดิ้ล ยอร์คเชียร์เทอร์เรีย ฯลฯ นั้น สามารถพาน้องหมาไปเดินเล่นออกกำลังกายได้ไม่เป็นอันตราย แต่ก็ควรระมัดระวังไม่ให้น้องหมาเลียหน้า ปาก หรือมือ และขอเน้นย้ำว่า หญิงตั้งครรภ์ควรหมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จับหรือสัมผัสตัวน้องหมา และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารเพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ค่ะ
ดูแลน้องหมาให้มีสุขภาพดี
นอกจากที่หญิงตั้งครรภ์จะต้องดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาแล้ว การดูแลน้องหมาให้มีสุขภาพดีก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ... โดยผู้เลี้ยงควรพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมสุขภาพ และหมั่นพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยทุก 6 เดือน เพราะว่าการพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพจะช่วยทำให้ผู้เลี้ยงรู้ถึงแนวโน้ม หรือความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเตรียมรับมือ และรักษาน้องหมาได้อย่างทันท่วงทีหากตรวจพบโรคต่าง ๆ และที่สำคัญคือจะช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้น้องหมาเป็นพาหะนําเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า , โรคพยาธิท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) ที่มักพบอยู่ในอุจจาระของสุนัขและแมว Re Hi Wo Ki Ug Co Gr An Ug Bo Bi Ho Th Co Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi ที่อาจติดต่อมาสู่ผู้เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งจะส่งผลให้ทารกพิการ แท้งหรือเสียชิวิตได้
นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงยังควรดูแลในเรื่องอาหารการกินสำหรับน้องหมา โดยควรเลือกให้อาหารที่มีคุณภาพ เลือกให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดสำหรับสุนัขให้กับน้องหมาจะดีที่สุด เพราะมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนเหมาะกับน้องหมา ควรหลีกเลี่ยงการให้สุนัขกินอาหารเปียก อาหารของคน หรืออาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ดิบ (BARF) เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้อาหารเน่าเสีย ที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวและอาเจียนในน้องหมา ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ได้ค่ะ
ทีนี้เราก็ได้รู้กันแล้วนะคะว่า หญิงตั้งครรภ์นั้นสามารถเลี้ยงน้องหมาได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป เพียงแต่ต้องรักษาเรื่องความสะอาด และเลี้ยงน้องหมาอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเองค่ะ และในสัปดาห์หน้า คอลัมน์เทคนิคการเลี้ยงการดูแลก็จะมีบทความเกี่ยวกับการเลี้ยงน้องหมาร่วมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ
4 เคล็ดลับดูแลสุขภาพผิวหนังและขนของสุนัขไทยบางแก้ว
ทำความรู้จักผิวหนังและเส้นขน รวมถึงวิธีการดูแลให้ขนสวย
เทคนิคการเลี้ยงการดูแล ตอนที่แล้วปังปอนด์ได้พูดถึง การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเลี้ยงน้องหมาไทยบางแก้ว ให้กับเพื่อน ๆ ที่กำลังสนใจและกำลังตัดสินใจเลี้ยงน้องหมาบางแก้วกันไปแล้ว คราวนี้ ปังปอนด์ก็เลยจะมาเจาะลึกเรื่องสุขภาพขน ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่อันดับต้น ๆ ของน้องหมาบางแก้วกันค่ะว่า เราจะมีวิธีการดูแลขนน้องหมาให้มีสุขภาพดีและแข็งแรงกันอย่างไร โดยเริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจในธรรมชาติของผิวหนังและเส้นขนของน้องหมา และโรคผิวหนังที่มักพบบ่อยในน้องหมาบางแก้ว และเคล็ดลับการดูแลขนน้องหมากันค่ะ ว่าแล้ว เราก็ไปดูกันเลยจ้า ...
ทำความรู้จักขนของน้องหมาไทยบางแก้ว
น้องหมาไทยบางแก้ว เป็นน้องหมาขนาดกลาง ที่มีขนยาวปานกลาง มีลักษณะเป็น 2 ชั้น ขนชั้นในจะเป็นขนเส้นเล็กละเอียดและนุ่ม ส่วนขนชั้นนอกจะมีเส้นใหญ่เหยียดตรง ยาวคลุมแผ่นหลัง สำหรับเรื่องสีขนของบางแก้วจะมีสีมาตราฐานตามสายพันธุ์อยู่ 3 สี ได้แก่ สีขาว-ดำ สีขาว-น้ำตาล และสีขาว-เทา (สีขาวเทาเป็นสีที่หายากและมีราคาแพงมาก ๆ เลยค่ะ) โดยสีขาวนั้นจะเป็นสีพื้นของตัวน้องหมา และมีสีอื่นเป็นกลุ่มก้อนหรือที่เราเรียกว่า มาร์คกิ้ง นั่นเองค่ะ
โดยธรรมชาติแล้ว บางแก้วเพศผู้จะผลัดขนปีละ 1 ครั้ง ส่วนบางแก้วเพศเมียจะผลัดขนปีละ 2 ครั้ง โดยการผลัดขนจะกินเวลาในการผลัดขนประมาณ 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการเลี้ยงดูของผู้เลี้ยง ในช่วงที่น้องหมาผลัดขนจะเป็นช่วงที่ผิวหนังและร่างกายของน้องหมาอ่อนแอจึงเสี่ยงที่น้องหมาจะเป็นโรคผิวหนังได้ง่าย และในช่วงผลัดขนน้องหมามักจะไม่ค่อยกินอาหาร ผู้เลี้ยงจึงควรที่จะดูแลเรื่องของสุขภาพของน้องหมาให้ดีในทุก ๆ ด้าน ทั้งเรื่องของการให้อาหารที่มีคุณภาพ และการดูแลขนด้วยวิธีการแปรงขนเพื่อสางขนชุดเก่าออก และกระตุ้นให้ขนใหม่ของน้องหมาขึ้นเร็วขึ้นค่ะ
นอกจากนี้แล้ว น้องหมาบางแก้วที่ถูกต้องตามลักษณะสายพันธุ์ยังต้องมีเอกลักษณ์ประจำพันธุ์ 11 ประการ จึงจะถือว่าเป็นสุนัขบางแก้วที่สวยสมบูรณ์และครบตามลักษณะของสุนัขบางแก้ว ซึ่งประกอบด้วย
1.ต้องมีแผงหน้า
2.ต้องมีขนหลัง
3.ต้องมีขนหน้าอก (เครา)
4.ต้องมีแข้งสิงห์(ขนที่อยู่ด้านหลังของขาหน้า)
5.ต้องมีขนท้อง
6.ต้องมีแผงหลัง (ผ้าคลุมไหล่)
7.ต้องมีกระโปรงท้าย
8.หางมีขนเป็นพวงสวยงาม
9.ลักษณะขนต้องเป็นขนสองชั้น คือ มีชั้นซับในเป็นลักษณะขนสั้น ๆ อ่อนนุ่ม และมีขนยาวปกคลุมอีกชั้นหนึ่ง
10.ลักษณะของตา จ้องเป็นสามเหลี่ยม คล้ายเม็ดอัลมอนต์
11.ลักษณะหูเป็นสามเหลี่ยมตั้ง ป้องไปข้างหน้า อยู่ในตำแหน่งที่สวยงาม
โรคผิวหนังที่มักพบในน้องหมาไทยบางแก้ว
น้องหมาบางแก้วเป็นน้องหมาพันธุ์ไทยที่มีลักษณะผิวหนังที่ค่อนข้างบอบบางและแพ้ง่าย จึงเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสุขภาพผิวหนังและโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าน้องหมาสายพันธุ์อื่น ซึ่งโรคผิวหนังของน้องหมาบางแก้วสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปรสิตภายนอก ได้แก่ เห็บหมัดและไร , เชื้อโรคต่าง ๆ เช่น พวกแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อยีสต์ , ฮอร์โมน เช่น เกิดจากต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ , ภาวะภูมิแพ้ เช่น แพ้อาหาร อากาศ หรือผิวสัมผัสต่าง ๆ
นอกจากนี้ อีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดปัญหาสุขภาพผิวหนังและขนของน้องหมาบางแก้ว ก็มักจะเกิดจากการขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่จากผู้เลี้ยง ทั้งในเรื่องอาหารการกิน และเรื่องการใส่ใจทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้น้องหมาเกิดปัญหาโรคผิวหนังต่าง ๆ ซึ่งโรคผิวหนังที่มักพบบ่อยในน้องหมาสายพันธุ์บางแก้วนั้น ได้แก่
- โรคภูมิแพ้ในสุนัข (Allergy) เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายของน้องหมาเกิดการตอบสนองที่ผิดปกติของปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อสารทั่ว ๆ ไปที่อยู่รอบตัว โดยผ่านการสูดดม กินหรือสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ซึ่งโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยในน้องหมา ได้แก่ โรคภูมิแพ้น้ำลายหมัด (Flea Allergic Dermatitis) น้องหมาที่แพ้น้ำลายหมัดที่มากินเลือดจะเกิดตุ่มแดง แข็ง ตามลำตัว ทำให้น้องหมาคัน เกา และเกิดผิวหนังอักเสบ , โรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) ที่มักจะส่งผลต่อผิวหนังและทำใหขนร่วง คัน ในบางรายอาจมีอาเจียนร่วมกับถ่ายเหลว , แอโทปี (Atopy) หรือโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับการสูดดมละอองเกสรดอกไม้ เชื้อรา ฝุ่นในบ้าน และสารที่ล่องลอยในอากาศ ทำให้น้องหมาคันที่ผิวหนัง เกิดเป็นวงแดง ๆ และกระจายไปทั่วตัวจนเกิดแผลติดเชื้อ เป็นหนอง , โรคภูมิแพ้ชนิดสัมผัส (Contact Allergy) ซึ่งเกิดจากการที่น้องหมาสัมผัสกับสาร หรือสารเคมี เช่น อุปกรณ์สารเคมีทำความสะอาดทั่วไป ฟูกที่นอน พรมสกปรก อุปกรณ์น้ำยาห้องปรับอากาศ ฯ ซึ่งสามารถก่อโรคภูมิแพ้ผิวหนังในน้องหมาได้ ... โรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นในน้องหมาจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็มักจะสร้างความรำคาญให้กับทั้งน้องหมาและผู้เลี้ยงเป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ
- ภาวะแพ้อากาศร้อนจัด หรือที่เรียกว่า Hot Spot ถือเป็นปัญหาที่พบบ่อยในน้องหมาบางแก้ว ซึ่งส่วนมากมักจะเกิดขึ้นจากการที่ผู้เลี้ยงอาบน้ำให้น้องหมา แล้วเป่าขนชั้นในไม่แห้งสนิท หรือในน้องหมาที่ชอบแอบลงไปเล่นน้ำแล้วเจ้าของไม่ได้จัดการทำความสะอาดน้องหมาในทันที ซึ่งจะทำให้น้องหมาจะมีการอักเสบ ร้อน บวมแดง ของผิวหนังบริเวณต่าง ๆ น้องหมาจะคัน เลีย กัด เกา บริเวณที่เป็นแผล ทำให้มีอาการอักเสบและลุกลามไปเรื่อย ๆ หากมีแบคทีเรียเข้ามาร่วมด้วยก็จะกลายเป็นหนอง ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะเปียกชื้น มีกลิ่นเหม็น ค่ะ
- โรคไรขี้เรื้อนแห้ง (Sarcopticosis) เกิดจากน้องหมาป่วยติดเชื้อปรสิตภายนอกซึ่งก็คือ ตัวไรขี้เรื้อน Sarcoptes scabiei ที่จะอาศัยอยู่บนผิวหนังชั้นหนังกำพร้า โดยน้องหมาตัวที่เป็นโรคขี้เรื้อนแห้งจะเริ่มต้นจะมีอาการคันตัว คันที่ขอบใบหูทั้งสองข้างและคันที่ศอกด้านข้าง เกิดตุ่มสีแดงบนผิวหนัง เช่น ใต้ท้อง ขาหนีบ และบั้นท้าย น้องหมาจะคันรุนแรงและเกามากขึ้นเรื่อย ๆ จนขนร่วง ผิวหนังจะเริ่มเป็นสะเก็ด แผลหนาตัวขึ้นและเริ่มแพร่กระจายไปทั่วทั้งตัว
- โรคเรื้อนเปียก (Demodicosis) หรือโรคเรื้อนในรูขุมขน เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากไร เป็นปรสิตภายนอกที่อาศัยในรูขุมขนของน้องหมา เช่น บริเวณใบหน้า หัว รอบตา ลำตัว ขา ฝ่าเท้า และอุ้งเท้า โดยหมาจะมีอาการขนร่วง ผิวหนังแดง คันและเกา มีเม็ดตุ่ม มีตุ่มหนอง ผิวหนังเยิ้มแฉะ มีแผลหลุม มีแผลโพรงทะลุ มีกลิ่นตัว (กลิ่นเหม็นคาวปลาเค็ม) และอาจเกิดรูขุมขนอักเสบตามมาได้ (อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับโรคไรขี้เรื้อนในน้องหมารวมถึงวิธีการรักษาในบทความ โรคไรขี้เรื้อนในน้องหมารักษากันอย่างไร )
ฉะนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้น้องหมาบางแก้วเกิดปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังและเส้นขน ผู้เลี้ยงจึงต้องหันมาใส่ใจดูแลน้องหมามากขึ้น โดยวันนี้ปังปอนด์ก็มีเคล็ดลับง่าย ๆ ในการดูแลน้องหมาให้มีสุขภาพผิวหนังและเส้นขนที่ดี สวยงามตลอดไป มาฝากเพื่อน ๆ กันค่ะ
4 เคล็ดลับดูแลสุขภาพผิวหนังและขนของไทยบางแก้ว
ให้อาหารมีคุณภาพ
อาหารถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อสุขภาพของน้องหมาบางแก้วในระยะยาว ฉะนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรใส่ใจและพิถีพิถันในเลือกชนิดอาหารที่มีคุณภาพ มีประโยชน์เหมาะกับช่วงอายุของน้องหมา และคำนวณปริมาณที่เหมาะสมให้กับน้องหมาแต่ละตัว An Wo Do Fo Hi Ho Wo Th Fr Wo To Wo Mo Ho Ho Th Ho Bi Yo Ho Ho Th เพราะหากน้องหมาได้รับปริมาณสารอาหารที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้น้องหมามีภาวะน้ำหนักเกินได้ หรือถ้าหากน้องหมาขาดสารอาหารที่จำเป็นไป ก็อาจจะทำให้สุขภาพน้องหมาย่ำแย่ได้ โดยอาการเริ่มต้นที่เห็นได้ชัดของน้องหมาที่ขาดสารอาหารคือ สุขภาพเส้นขนของน้องหมาจะขาดความชุ่มชื้น หยาบ หลุดร่วงง่าย และอาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังต่าง ๆ ตามมาได้ค่ะ ...
การดูแลเรื่องอาหารผู้เลี้ยงควรเริ่มดูแลตั้งแต่น้องหมายังเป็นลูกสุนัข โดยผู้เลี้ยงควรเลือกซื้ออาหารเม็ดสำเร็จรูปมีโปรตีนสูงประมาณ 28% และมีแคลเซียม ที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรง ดีเอชเอ ช่วยในการพัฒนาสมอง การเรียนรู้ ไขมัน เหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ รวมถึงซีลีเนียมที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้หัดสุนัขและลำไส้อักเสบหลังจากลูกสุนัขฉีดวัคซีน โดยนำอาหารเม็ดมาผสมกับน้ำหรือนม (ควรเลือกเป็นนมแพะแทนนมวัว เพราะนมแพะมีไขมันและแคลเซียมสูงกว่านมวัว และไม่ทำให้ลูกสุนัขท้องเสีย) ให้ลูกสุนัขกิน โดยผสมในอัตราส่วนน้ำอุ่นหรือนม 1 ส่วนต่ออาหารเม็ด 3 ส่วน เพื่อเพิ่มความน่ากินและช่วยให้อาหารมีรสชาติยิ่งขึ้น
ส่วนในน้องหมาบางแก้วโตเต็มวัย ที่มักจะชื่นชอบการออกกำลังกาย และมีกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันค่อนข้างเยอะ จะมีความต้องการพลังงานสูง ผู้เลี้ยงจึงควรเลือกอาหารเม็ดสำเร็จรูปมีโปรตีนอยู่ที่ประมาณ 23% - 26% แต่ควรลดอาหารประเภทที่มีส่วนผสมของไขมันในจำนวนมาก ๆ ลง เพราะอาจเกิดการสะสมของไขมันในร่างกายที่จะส่งผลต่อข้อต่อและกระดูกในอนาคตได้ โดยอาจจะเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของ แอล-คาร์นิทีน ที่จะช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกาย กลูโคซามีน ป้องกันไขข้ออักเสบ ฟอสฟอรัส ที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กลูตามีน เสริมสร้างระบบทางเดินอาหารให้ดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิตามินดี แคลเซียม ที่เสริมสร้างให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรง มีโครงสร้างที่ได้สัดส่วนและรักษาสมดุลของกล้ามเนื้อก็ได้ค่ะ
สำหรับน้องหมาบางแก้วสูงวัยที่ใช้พลังงานและทำกิจกรรมระหว่างวันน้อยลง จะมีความต้องการพลังงานจากอาหารลดน้อยลงกว่าเดิมประมาณ 20% ผู้เลี้ยงก็ควรปรับเปลี่ยนอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของสุนัขสูงวัย โดยลดอาหารประเภทไขมันที่มีพลังงานสูง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำหนักตัวที่จะส่งผลต่อข้อและกระดูกที่ต้องรับน้ำหนักที่จะก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และส่งผลต่ออายุของน้องหมา โดยเปลี่ยนจากอาหารเม็ดแข็ง ๆ มาเป็นอาหารที่กินง่ายย่อยง่ายมากขึ้น เช่น เนื้อปลา ไก่ ผัก ผลไม้ หรืออาหารสำเร็จรูปสูตรสุนัขสูงวัยที่พัฒนาและมีส่วนประกอบที่เหมาะสมกับสุนัข ที่มีการเติมสารเสริมอาหารที่ช่วยในการรักษาสมดุลและเสริมสร้างส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กลูโคซามีน ที่ช่วยในการบำรุงข้อต่อให้น้องหมาเคลื่อนไหวดีขึ้น กรดไขมันโอเมก้า-3 มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบในร่างกาย ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ฟอสฟอรัสต่ำ ช่วยการทำงานของไต วิตามินซีและวิตามินอี ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ไฟเบอร์ ที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่น้องหมาสามารถกินได้ง่ายแทนนะคะ ... สุขภาพน้องหมาที่ดีต้องเริ่มจากการดูแลมาจากข้างใน นั่นก็คือเรื่องอาหาร นะคะ ^^
ออกกำลังกายเสริมภูมิคุ้มกัน
การออกกำลังกายถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับน้องหมาบางแก้ว เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้น้องหมาแข็งแรง มีสุขภาพดี ผู้เลี้ยงควรจัดตารางการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับช่วงวัยของน้องหมา โดยอาจจะปรึกษาขอความเห็นจากสัตวแพทย์ก็ได้ค่ะ โดยการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับน้องหมาเด็กควรเป็นการวิ่งออกกำลังกาย และเล่นของเล่นชนิดต่าง ๆ เพื่อช่วยพัฒนาสมองและการเรียนรู้ รวมถึงฝึกทักษะคำสั่งพื้นฐานเบื้องต้น เช่น นั่ง คอย เพื่อให้น้องหมารู้ว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งไหนในบ้าน และสั่งห้ามเมื่อน้องหมาทำผิดเพื่อให้น้องหมารู้จักกฏระเบียบในบ้านค่ะ
ส่วนในน้องหมาโตเต็มวัยที่มีพลังงานสูง ผู้เลี้ยงควรเลือกการออกกำลังกายที่น้องหมาได้ปลดปล่อยพลังงานอย่างเต็มที่นั่นก็คือการพาไปวิ่งออกกำลังกายนอกสถานที่ รวมถึงจะได้พาน้องหมาไปพบปะน้องหมาตัวอื่นและเจอสังคมภายนอก ซึ่งจะทำให้น้องหมาคุ้นชินกับสัตว์และมนุษย์ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยังช่วยลดเครียด ความก้าวร้าวในน้องหมาได้อีกด้วยค่ะ
ในน้องหมาสูงวัย ที่ส่วนมากมักจะมีปัญหาเรื่องข้อสะโพกเสื่อม ผู้เลี้ยงควรเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายเบา ๆ ให้น้องหมา โดยผู้เลี้ยงอาจจะหาเกมส์ให้น้องหมาเล่น หรืออาจจะใช้วิธีเรียกและสั่งคำสั่งเพื่อเป็นการกระตุ้นความจำ พาน้องหมาไปว่ายน้ำ หรือพาน้องหมาไปเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะประมาณ 15 นาที โดยให้น้องหมาเดินในระยะทางสั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ การเดินออกกำลังกายจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ได้สัดส่วนแข็งแรงขึ้น แถมยังช่วยให้น้องหมามีสุขภาพจิตดีด้วยค่ะ
ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
น้องหมาบางแก้วมักพบปัญหาเป็นโรคผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการที่น้องหมามักจะชอบขุดดิน แอบไปนอนแช่น้ำในอ่าง หรือสระบัวอยู่เป็นประจำ ผู้เลี้ยงจึงต้องคอยดูแลทำความสะอาดร่างกาย ตรวจสอบผิวหนังและเส้นขนน้องหมาอย่างสม่ำเสมอ และอาบน้ำให้น้องหมาอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรืออาจดูตามความเหมาะสม แนะนำว่า Wh Th Hi Wo Yo Re Bo Co Wh Wh Ki Hu Do Hi Ty Hi Hi Th Do Va Ho Hi Wo หากผู้เลี้ยงอาบน้ำให้น้องหมา ผู้เลี้ยงจะต้องล้างแชมพูให้สะอาดและเป่าขนน้องหมาด้วยไดร์จนแห้งสนิททุกครั้ง เพื่อป้องกันผิวหนังอับชื้น ที่อาจก่อให้เกิดเชื้อราและเกิดโรคผิวหนังขึ้นได้ และควรแปรงขนให้น้องหมาเป็นประจำเพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้มีน้ำมันมาเคลือบผิวหนังและเส้นขนให้ชุ่มชื้นนะคะ
ในน้องหมาบางแก้วที่เล่นซนมาก ๆ ผู้เลี้ยงก็อาจจะตรวจดูขนบริเวณจุดสำคัญต่าง ๆ เช่น ใต้อุ้งเท้า รอบก้น ใต้ท้อง และตัดออกบ้างก็ได้นะคะ เพราะว่าขนตรงจุดนี้มักจะเกิดความอับชื้น คราบเหลืองที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นตัวในน้องหมาค่ะ (อ่านเพิ่มเติมกับบทความ ขนน้องหมากับปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม... จัดการคราบเหลืองตามตัวน้องหมาให้อยู่หมัด) รวมถึงผู้เลี้ยงควรดูแลความสะอาดบ้าน อุปกรณ์และเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวน้องหมาเป็นประจำ เช่น พรม ผ้าเช็ดเท้าที่สกปรก ฯ และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้น้องหมาไปนอนทับสิ่งสกปรกต่าง ๆ เพราะอาจเสี่ยงทำให้น้องหมาบางแก้วที่ปกติมีผิวหนังที่บอบบางอยู่แล้วป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ที่กล่าวไปในข้างต้นกันด้วยนะคะ
พบสัตวแพทย์เป็นประจำ
ถึงแม้ว่า น้องหมาบางแก้วเป็นน้องหมาพันธุ์ไทยที่มีสุขภาพร่างกายค่อนข้างแข็งแรง และไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ แต่ถึงอย่างไร น้องหมาบางแก้วก็ต้องการการดูแลจากผู้เลี้ยงเช่นเดียวกับน้องหมาสายพันธุ์อื่น ผู้เลี้ยงจึงไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพของน้องหมา โดยควรดูแลเรื่องการฉีดวัคซีนให้ครบตามโปรแกรมสุขภาพ และหมั่นพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยทุก 6 เดือน เพราะว่าการพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพจะช่วยทำให้ผู้เลี้ยงรู้ถึงแนวโน้ม หรือความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเตรียมรับมือ และรักษาน้องหมาได้อย่างทันท่วงทีหากตรวจพบโรคต่าง ๆ ค่ะ
และหากผู้เลี้ยงตรวจพบปัญหาผิวหนังและเส้นขนถึงแม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นตามตัวของน้องหมา ผู้เลี้ยงก็ควรพาน้องหมาไปตรวจดูอาการกับสัตวแพทย์ โดยไม่ควรละเลยไปนะคะ เพราะว่า อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในน้องหมานั้น อาจจะลุกลามเป็นวงกว้างจนรักษาได้ยากก็ได้นะคะ ยังไงให้น้องหมาอยู่ในสายตาและการดูแลจากสัตวแพทย์ก็จะดีที่สุดค่ะ ...
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อน ๆ ได้ทำความรู้จักขนของน้องหมาไทยบางแก้ว โรคผิวหนังที่พบบ่อย รวมถึงวิธีการดูแลป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผิวหนังและเส้นขนในน้องหมาบางแก้วแล้ว ไม่ยากเลยเลยใช่ไหมคะ ยังไงก็อย่าลืมนำเคล็ดลับกลับไปทำตามกันด้วยนะคะ เพราะการที่น้องหมาบางแก้วมีขนสวยเงางามถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ฉะนั้น เจ้าของอย่างเราก็อย่าลืมหรือละเลยการดูแลขนของน้องหมาที่เป็นเหมือนเสื้อ ผ้าเครื่องประดับที่คอยปกคลุมร่างกายให้สวยงามอยู่เสมอกันด้วยนะคะ ... เชื่อว่า คงไม่มีใครอยากให้น้องหมาของตัวเองมีขนหยาบแห้ง หลุดร่วงเป็นหย่อม ๆ หรือเป็นโรคขี้เรื้อนจริงมั้ยล่ะ
เทคนิคการเลี้ยงการดูแล ตอนที่แล้วปังปอนด์ได้พูดถึง การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเลี้ยงน้องหมาไทยบางแก้ว ให้กับเพื่อน ๆ ที่กำลังสนใจและกำลังตัดสินใจเลี้ยงน้องหมาบางแก้วกันไปแล้ว คราวนี้ ปังปอนด์ก็เลยจะมาเจาะลึกเรื่องสุขภาพขน ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่อันดับต้น ๆ ของน้องหมาบางแก้วกันค่ะว่า เราจะมีวิธีการดูแลขนน้องหมาให้มีสุขภาพดีและแข็งแรงกันอย่างไร โดยเริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจในธรรมชาติของผิวหนังและเส้นขนของน้องหมา และโรคผิวหนังที่มักพบบ่อยในน้องหมาบางแก้ว และเคล็ดลับการดูแลขนน้องหมากันค่ะ ว่าแล้ว เราก็ไปดูกันเลยจ้า ...
ทำความรู้จักขนของน้องหมาไทยบางแก้ว
น้องหมาไทยบางแก้ว เป็นน้องหมาขนาดกลาง ที่มีขนยาวปานกลาง มีลักษณะเป็น 2 ชั้น ขนชั้นในจะเป็นขนเส้นเล็กละเอียดและนุ่ม ส่วนขนชั้นนอกจะมีเส้นใหญ่เหยียดตรง ยาวคลุมแผ่นหลัง สำหรับเรื่องสีขนของบางแก้วจะมีสีมาตราฐานตามสายพันธุ์อยู่ 3 สี ได้แก่ สีขาว-ดำ สีขาว-น้ำตาล และสีขาว-เทา (สีขาวเทาเป็นสีที่หายากและมีราคาแพงมาก ๆ เลยค่ะ) โดยสีขาวนั้นจะเป็นสีพื้นของตัวน้องหมา และมีสีอื่นเป็นกลุ่มก้อนหรือที่เราเรียกว่า มาร์คกิ้ง นั่นเองค่ะ
โดยธรรมชาติแล้ว บางแก้วเพศผู้จะผลัดขนปีละ 1 ครั้ง ส่วนบางแก้วเพศเมียจะผลัดขนปีละ 2 ครั้ง โดยการผลัดขนจะกินเวลาในการผลัดขนประมาณ 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการเลี้ยงดูของผู้เลี้ยง ในช่วงที่น้องหมาผลัดขนจะเป็นช่วงที่ผิวหนังและร่างกายของน้องหมาอ่อนแอจึงเสี่ยงที่น้องหมาจะเป็นโรคผิวหนังได้ง่าย และในช่วงผลัดขนน้องหมามักจะไม่ค่อยกินอาหาร ผู้เลี้ยงจึงควรที่จะดูแลเรื่องของสุขภาพของน้องหมาให้ดีในทุก ๆ ด้าน ทั้งเรื่องของการให้อาหารที่มีคุณภาพ และการดูแลขนด้วยวิธีการแปรงขนเพื่อสางขนชุดเก่าออก และกระตุ้นให้ขนใหม่ของน้องหมาขึ้นเร็วขึ้นค่ะ
นอกจากนี้แล้ว น้องหมาบางแก้วที่ถูกต้องตามลักษณะสายพันธุ์ยังต้องมีเอกลักษณ์ประจำพันธุ์ 11 ประการ จึงจะถือว่าเป็นสุนัขบางแก้วที่สวยสมบูรณ์และครบตามลักษณะของสุนัขบางแก้ว ซึ่งประกอบด้วย
1.ต้องมีแผงหน้า
2.ต้องมีขนหลัง
3.ต้องมีขนหน้าอก (เครา)
4.ต้องมีแข้งสิงห์(ขนที่อยู่ด้านหลังของขาหน้า)
5.ต้องมีขนท้อง
6.ต้องมีแผงหลัง (ผ้าคลุมไหล่)
7.ต้องมีกระโปรงท้าย
8.หางมีขนเป็นพวงสวยงาม
9.ลักษณะขนต้องเป็นขนสองชั้น คือ มีชั้นซับในเป็นลักษณะขนสั้น ๆ อ่อนนุ่ม และมีขนยาวปกคลุมอีกชั้นหนึ่ง
10.ลักษณะของตา จ้องเป็นสามเหลี่ยม คล้ายเม็ดอัลมอนต์
11.ลักษณะหูเป็นสามเหลี่ยมตั้ง ป้องไปข้างหน้า อยู่ในตำแหน่งที่สวยงาม
โรคผิวหนังที่มักพบในน้องหมาไทยบางแก้ว
น้องหมาบางแก้วเป็นน้องหมาพันธุ์ไทยที่มีลักษณะผิวหนังที่ค่อนข้างบอบบางและแพ้ง่าย จึงเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสุขภาพผิวหนังและโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าน้องหมาสายพันธุ์อื่น ซึ่งโรคผิวหนังของน้องหมาบางแก้วสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปรสิตภายนอก ได้แก่ เห็บหมัดและไร , เชื้อโรคต่าง ๆ เช่น พวกแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อยีสต์ , ฮอร์โมน เช่น เกิดจากต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ , ภาวะภูมิแพ้ เช่น แพ้อาหาร อากาศ หรือผิวสัมผัสต่าง ๆ
นอกจากนี้ อีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดปัญหาสุขภาพผิวหนังและขนของน้องหมาบางแก้ว ก็มักจะเกิดจากการขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่จากผู้เลี้ยง ทั้งในเรื่องอาหารการกิน และเรื่องการใส่ใจทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้น้องหมาเกิดปัญหาโรคผิวหนังต่าง ๆ ซึ่งโรคผิวหนังที่มักพบบ่อยในน้องหมาสายพันธุ์บางแก้วนั้น ได้แก่
- โรคภูมิแพ้ในสุนัข (Allergy) เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายของน้องหมาเกิดการตอบสนองที่ผิดปกติของปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อสารทั่ว ๆ ไปที่อยู่รอบตัว โดยผ่านการสูดดม กินหรือสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ซึ่งโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยในน้องหมา ได้แก่ โรคภูมิแพ้น้ำลายหมัด (Flea Allergic Dermatitis) น้องหมาที่แพ้น้ำลายหมัดที่มากินเลือดจะเกิดตุ่มแดง แข็ง ตามลำตัว ทำให้น้องหมาคัน เกา และเกิดผิวหนังอักเสบ , โรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) ที่มักจะส่งผลต่อผิวหนังและทำใหขนร่วง คัน ในบางรายอาจมีอาเจียนร่วมกับถ่ายเหลว , แอโทปี (Atopy) หรือโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับการสูดดมละอองเกสรดอกไม้ เชื้อรา ฝุ่นในบ้าน และสารที่ล่องลอยในอากาศ ทำให้น้องหมาคันที่ผิวหนัง เกิดเป็นวงแดง ๆ และกระจายไปทั่วตัวจนเกิดแผลติดเชื้อ เป็นหนอง , โรคภูมิแพ้ชนิดสัมผัส (Contact Allergy) ซึ่งเกิดจากการที่น้องหมาสัมผัสกับสาร หรือสารเคมี เช่น อุปกรณ์สารเคมีทำความสะอาดทั่วไป ฟูกที่นอน พรมสกปรก อุปกรณ์น้ำยาห้องปรับอากาศ ฯ ซึ่งสามารถก่อโรคภูมิแพ้ผิวหนังในน้องหมาได้ ... โรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นในน้องหมาจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็มักจะสร้างความรำคาญให้กับทั้งน้องหมาและผู้เลี้ยงเป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ
- ภาวะแพ้อากาศร้อนจัด หรือที่เรียกว่า Hot Spot ถือเป็นปัญหาที่พบบ่อยในน้องหมาบางแก้ว ซึ่งส่วนมากมักจะเกิดขึ้นจากการที่ผู้เลี้ยงอาบน้ำให้น้องหมา แล้วเป่าขนชั้นในไม่แห้งสนิท หรือในน้องหมาที่ชอบแอบลงไปเล่นน้ำแล้วเจ้าของไม่ได้จัดการทำความสะอาดน้องหมาในทันที ซึ่งจะทำให้น้องหมาจะมีการอักเสบ ร้อน บวมแดง ของผิวหนังบริเวณต่าง ๆ น้องหมาจะคัน เลีย กัด เกา บริเวณที่เป็นแผล ทำให้มีอาการอักเสบและลุกลามไปเรื่อย ๆ หากมีแบคทีเรียเข้ามาร่วมด้วยก็จะกลายเป็นหนอง ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะเปียกชื้น มีกลิ่นเหม็น ค่ะ
- โรคไรขี้เรื้อนแห้ง (Sarcopticosis) เกิดจากน้องหมาป่วยติดเชื้อปรสิตภายนอกซึ่งก็คือ ตัวไรขี้เรื้อน Sarcoptes scabiei ที่จะอาศัยอยู่บนผิวหนังชั้นหนังกำพร้า โดยน้องหมาตัวที่เป็นโรคขี้เรื้อนแห้งจะเริ่มต้นจะมีอาการคันตัว คันที่ขอบใบหูทั้งสองข้างและคันที่ศอกด้านข้าง เกิดตุ่มสีแดงบนผิวหนัง เช่น ใต้ท้อง ขาหนีบ และบั้นท้าย น้องหมาจะคันรุนแรงและเกามากขึ้นเรื่อย ๆ จนขนร่วง ผิวหนังจะเริ่มเป็นสะเก็ด แผลหนาตัวขึ้นและเริ่มแพร่กระจายไปทั่วทั้งตัว
- โรคเรื้อนเปียก (Demodicosis) หรือโรคเรื้อนในรูขุมขน เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากไร เป็นปรสิตภายนอกที่อาศัยในรูขุมขนของน้องหมา เช่น บริเวณใบหน้า หัว รอบตา ลำตัว ขา ฝ่าเท้า และอุ้งเท้า โดยหมาจะมีอาการขนร่วง ผิวหนังแดง คันและเกา มีเม็ดตุ่ม มีตุ่มหนอง ผิวหนังเยิ้มแฉะ มีแผลหลุม มีแผลโพรงทะลุ มีกลิ่นตัว (กลิ่นเหม็นคาวปลาเค็ม) และอาจเกิดรูขุมขนอักเสบตามมาได้ (อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับโรคไรขี้เรื้อนในน้องหมารวมถึงวิธีการรักษาในบทความ โรคไรขี้เรื้อนในน้องหมารักษากันอย่างไร )
ฉะนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้น้องหมาบางแก้วเกิดปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังและเส้นขน ผู้เลี้ยงจึงต้องหันมาใส่ใจดูแลน้องหมามากขึ้น โดยวันนี้ปังปอนด์ก็มีเคล็ดลับง่าย ๆ ในการดูแลน้องหมาให้มีสุขภาพผิวหนังและเส้นขนที่ดี สวยงามตลอดไป มาฝากเพื่อน ๆ กันค่ะ
4 เคล็ดลับดูแลสุขภาพผิวหนังและขนของไทยบางแก้ว
ให้อาหารมีคุณภาพ
อาหารถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อสุขภาพของน้องหมาบางแก้วในระยะยาว ฉะนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรใส่ใจและพิถีพิถันในเลือกชนิดอาหารที่มีคุณภาพ มีประโยชน์เหมาะกับช่วงอายุของน้องหมา และคำนวณปริมาณที่เหมาะสมให้กับน้องหมาแต่ละตัว An Wo Do Fo Hi Ho Wo Th Fr Wo To Wo Mo Ho Ho Th Ho Bi Yo Ho Ho Th เพราะหากน้องหมาได้รับปริมาณสารอาหารที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้น้องหมามีภาวะน้ำหนักเกินได้ หรือถ้าหากน้องหมาขาดสารอาหารที่จำเป็นไป ก็อาจจะทำให้สุขภาพน้องหมาย่ำแย่ได้ โดยอาการเริ่มต้นที่เห็นได้ชัดของน้องหมาที่ขาดสารอาหารคือ สุขภาพเส้นขนของน้องหมาจะขาดความชุ่มชื้น หยาบ หลุดร่วงง่าย และอาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังต่าง ๆ ตามมาได้ค่ะ ...
การดูแลเรื่องอาหารผู้เลี้ยงควรเริ่มดูแลตั้งแต่น้องหมายังเป็นลูกสุนัข โดยผู้เลี้ยงควรเลือกซื้ออาหารเม็ดสำเร็จรูปมีโปรตีนสูงประมาณ 28% และมีแคลเซียม ที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรง ดีเอชเอ ช่วยในการพัฒนาสมอง การเรียนรู้ ไขมัน เหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ รวมถึงซีลีเนียมที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้หัดสุนัขและลำไส้อักเสบหลังจากลูกสุนัขฉีดวัคซีน โดยนำอาหารเม็ดมาผสมกับน้ำหรือนม (ควรเลือกเป็นนมแพะแทนนมวัว เพราะนมแพะมีไขมันและแคลเซียมสูงกว่านมวัว และไม่ทำให้ลูกสุนัขท้องเสีย) ให้ลูกสุนัขกิน โดยผสมในอัตราส่วนน้ำอุ่นหรือนม 1 ส่วนต่ออาหารเม็ด 3 ส่วน เพื่อเพิ่มความน่ากินและช่วยให้อาหารมีรสชาติยิ่งขึ้น
ส่วนในน้องหมาบางแก้วโตเต็มวัย ที่มักจะชื่นชอบการออกกำลังกาย และมีกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันค่อนข้างเยอะ จะมีความต้องการพลังงานสูง ผู้เลี้ยงจึงควรเลือกอาหารเม็ดสำเร็จรูปมีโปรตีนอยู่ที่ประมาณ 23% - 26% แต่ควรลดอาหารประเภทที่มีส่วนผสมของไขมันในจำนวนมาก ๆ ลง เพราะอาจเกิดการสะสมของไขมันในร่างกายที่จะส่งผลต่อข้อต่อและกระดูกในอนาคตได้ โดยอาจจะเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของ แอล-คาร์นิทีน ที่จะช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกาย กลูโคซามีน ป้องกันไขข้ออักเสบ ฟอสฟอรัส ที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กลูตามีน เสริมสร้างระบบทางเดินอาหารให้ดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิตามินดี แคลเซียม ที่เสริมสร้างให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรง มีโครงสร้างที่ได้สัดส่วนและรักษาสมดุลของกล้ามเนื้อก็ได้ค่ะ
สำหรับน้องหมาบางแก้วสูงวัยที่ใช้พลังงานและทำกิจกรรมระหว่างวันน้อยลง จะมีความต้องการพลังงานจากอาหารลดน้อยลงกว่าเดิมประมาณ 20% ผู้เลี้ยงก็ควรปรับเปลี่ยนอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของสุนัขสูงวัย โดยลดอาหารประเภทไขมันที่มีพลังงานสูง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำหนักตัวที่จะส่งผลต่อข้อและกระดูกที่ต้องรับน้ำหนักที่จะก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และส่งผลต่ออายุของน้องหมา โดยเปลี่ยนจากอาหารเม็ดแข็ง ๆ มาเป็นอาหารที่กินง่ายย่อยง่ายมากขึ้น เช่น เนื้อปลา ไก่ ผัก ผลไม้ หรืออาหารสำเร็จรูปสูตรสุนัขสูงวัยที่พัฒนาและมีส่วนประกอบที่เหมาะสมกับสุนัข ที่มีการเติมสารเสริมอาหารที่ช่วยในการรักษาสมดุลและเสริมสร้างส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กลูโคซามีน ที่ช่วยในการบำรุงข้อต่อให้น้องหมาเคลื่อนไหวดีขึ้น กรดไขมันโอเมก้า-3 มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบในร่างกาย ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ฟอสฟอรัสต่ำ ช่วยการทำงานของไต วิตามินซีและวิตามินอี ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ไฟเบอร์ ที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่น้องหมาสามารถกินได้ง่ายแทนนะคะ ... สุขภาพน้องหมาที่ดีต้องเริ่มจากการดูแลมาจากข้างใน นั่นก็คือเรื่องอาหาร นะคะ ^^
ออกกำลังกายเสริมภูมิคุ้มกัน
การออกกำลังกายถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับน้องหมาบางแก้ว เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้น้องหมาแข็งแรง มีสุขภาพดี ผู้เลี้ยงควรจัดตารางการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับช่วงวัยของน้องหมา โดยอาจจะปรึกษาขอความเห็นจากสัตวแพทย์ก็ได้ค่ะ โดยการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับน้องหมาเด็กควรเป็นการวิ่งออกกำลังกาย และเล่นของเล่นชนิดต่าง ๆ เพื่อช่วยพัฒนาสมองและการเรียนรู้ รวมถึงฝึกทักษะคำสั่งพื้นฐานเบื้องต้น เช่น นั่ง คอย เพื่อให้น้องหมารู้ว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งไหนในบ้าน และสั่งห้ามเมื่อน้องหมาทำผิดเพื่อให้น้องหมารู้จักกฏระเบียบในบ้านค่ะ
ส่วนในน้องหมาโตเต็มวัยที่มีพลังงานสูง ผู้เลี้ยงควรเลือกการออกกำลังกายที่น้องหมาได้ปลดปล่อยพลังงานอย่างเต็มที่นั่นก็คือการพาไปวิ่งออกกำลังกายนอกสถานที่ รวมถึงจะได้พาน้องหมาไปพบปะน้องหมาตัวอื่นและเจอสังคมภายนอก ซึ่งจะทำให้น้องหมาคุ้นชินกับสัตว์และมนุษย์ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยังช่วยลดเครียด ความก้าวร้าวในน้องหมาได้อีกด้วยค่ะ
ในน้องหมาสูงวัย ที่ส่วนมากมักจะมีปัญหาเรื่องข้อสะโพกเสื่อม ผู้เลี้ยงควรเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายเบา ๆ ให้น้องหมา โดยผู้เลี้ยงอาจจะหาเกมส์ให้น้องหมาเล่น หรืออาจจะใช้วิธีเรียกและสั่งคำสั่งเพื่อเป็นการกระตุ้นความจำ พาน้องหมาไปว่ายน้ำ หรือพาน้องหมาไปเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะประมาณ 15 นาที โดยให้น้องหมาเดินในระยะทางสั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ การเดินออกกำลังกายจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ได้สัดส่วนแข็งแรงขึ้น แถมยังช่วยให้น้องหมามีสุขภาพจิตดีด้วยค่ะ
ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
น้องหมาบางแก้วมักพบปัญหาเป็นโรคผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการที่น้องหมามักจะชอบขุดดิน แอบไปนอนแช่น้ำในอ่าง หรือสระบัวอยู่เป็นประจำ ผู้เลี้ยงจึงต้องคอยดูแลทำความสะอาดร่างกาย ตรวจสอบผิวหนังและเส้นขนน้องหมาอย่างสม่ำเสมอ และอาบน้ำให้น้องหมาอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรืออาจดูตามความเหมาะสม แนะนำว่า Wh Th Hi Wo Yo Re Bo Co Wh Wh Ki Hu Do Hi Ty Hi Hi Th Do Va Ho Hi Wo หากผู้เลี้ยงอาบน้ำให้น้องหมา ผู้เลี้ยงจะต้องล้างแชมพูให้สะอาดและเป่าขนน้องหมาด้วยไดร์จนแห้งสนิททุกครั้ง เพื่อป้องกันผิวหนังอับชื้น ที่อาจก่อให้เกิดเชื้อราและเกิดโรคผิวหนังขึ้นได้ และควรแปรงขนให้น้องหมาเป็นประจำเพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้มีน้ำมันมาเคลือบผิวหนังและเส้นขนให้ชุ่มชื้นนะคะ
ในน้องหมาบางแก้วที่เล่นซนมาก ๆ ผู้เลี้ยงก็อาจจะตรวจดูขนบริเวณจุดสำคัญต่าง ๆ เช่น ใต้อุ้งเท้า รอบก้น ใต้ท้อง และตัดออกบ้างก็ได้นะคะ เพราะว่าขนตรงจุดนี้มักจะเกิดความอับชื้น คราบเหลืองที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นตัวในน้องหมาค่ะ (อ่านเพิ่มเติมกับบทความ ขนน้องหมากับปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม... จัดการคราบเหลืองตามตัวน้องหมาให้อยู่หมัด) รวมถึงผู้เลี้ยงควรดูแลความสะอาดบ้าน อุปกรณ์และเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวน้องหมาเป็นประจำ เช่น พรม ผ้าเช็ดเท้าที่สกปรก ฯ และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้น้องหมาไปนอนทับสิ่งสกปรกต่าง ๆ เพราะอาจเสี่ยงทำให้น้องหมาบางแก้วที่ปกติมีผิวหนังที่บอบบางอยู่แล้วป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ที่กล่าวไปในข้างต้นกันด้วยนะคะ
พบสัตวแพทย์เป็นประจำ
ถึงแม้ว่า น้องหมาบางแก้วเป็นน้องหมาพันธุ์ไทยที่มีสุขภาพร่างกายค่อนข้างแข็งแรง และไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ แต่ถึงอย่างไร น้องหมาบางแก้วก็ต้องการการดูแลจากผู้เลี้ยงเช่นเดียวกับน้องหมาสายพันธุ์อื่น ผู้เลี้ยงจึงไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพของน้องหมา โดยควรดูแลเรื่องการฉีดวัคซีนให้ครบตามโปรแกรมสุขภาพ และหมั่นพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยทุก 6 เดือน เพราะว่าการพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพจะช่วยทำให้ผู้เลี้ยงรู้ถึงแนวโน้ม หรือความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเตรียมรับมือ และรักษาน้องหมาได้อย่างทันท่วงทีหากตรวจพบโรคต่าง ๆ ค่ะ
และหากผู้เลี้ยงตรวจพบปัญหาผิวหนังและเส้นขนถึงแม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นตามตัวของน้องหมา ผู้เลี้ยงก็ควรพาน้องหมาไปตรวจดูอาการกับสัตวแพทย์ โดยไม่ควรละเลยไปนะคะ เพราะว่า อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในน้องหมานั้น อาจจะลุกลามเป็นวงกว้างจนรักษาได้ยากก็ได้นะคะ ยังไงให้น้องหมาอยู่ในสายตาและการดูแลจากสัตวแพทย์ก็จะดีที่สุดค่ะ ...
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อน ๆ ได้ทำความรู้จักขนของน้องหมาไทยบางแก้ว โรคผิวหนังที่พบบ่อย รวมถึงวิธีการดูแลป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผิวหนังและเส้นขนในน้องหมาบางแก้วแล้ว ไม่ยากเลยเลยใช่ไหมคะ ยังไงก็อย่าลืมนำเคล็ดลับกลับไปทำตามกันด้วยนะคะ เพราะการที่น้องหมาบางแก้วมีขนสวยเงางามถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ฉะนั้น เจ้าของอย่างเราก็อย่าลืมหรือละเลยการดูแลขนของน้องหมาที่เป็นเหมือนเสื้อ ผ้าเครื่องประดับที่คอยปกคลุมร่างกายให้สวยงามอยู่เสมอกันด้วยนะคะ ... เชื่อว่า คงไม่มีใครอยากให้น้องหมาของตัวเองมีขนหยาบแห้ง หลุดร่วงเป็นหย่อม ๆ หรือเป็นโรคขี้เรื้อนจริงมั้ยล่ะ
3 โรคหายเองได้ ไม่ต้องใช้ ยาปฏิชีวนะ
สถานการณ์เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วง ซึ่งข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า อัตราการเกิดเชื้อดื้อยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญมาจาก...การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุสมผล
ไม่สมเหตุสมผลในที่นี้คือ มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นอย่างมากทั้งในคนและในสัตว์ ยกตัวอย่าง เมื่อเวลาเจ็บคอ ก็มักจะนิยมรับประทานยา อะม็อกซี หรือ Amoxicillin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย เท่านั้น แต่สาเหตุของการเจ็บคอมากกว่า 75% เกิดจากเชื้อไวรัสที่ยาปฏิชีวนะไม่สามารถช่วยรักษาให้หายได้ มีเพียงน้อยกว่า 15% เท่านั้นที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
นอกจากนี้ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ ได้กล่าวไว้ในการแถลงข่าวเรื่องการรณรงค์การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในเด็ก : Antibiotics Smart Use in Children (ASU KIDs) เนื่องในวัน Antibiotic Awareness Day ว่า การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินจำเป็นส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากผู้ปกครองด้วย
ผู้ป่วยเด็กที่มีอาการไข้หวัด-เจ็บคอ ซึ่งมักพบบ่อยในเด็ก 2-5 ปี เป็นโรคที่สามารถหายเองได้โดยภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กรับประทานยามากเกินไป โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถรักษาอาการไข้หวัด-เจ็บคอ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้ อีกทั้งยังเป็นอันตรายอาจทำให้เด็กแพ้ยาเพิ่มความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้ในเด็ก ที่สำคัญคืออาจเหนี่ยวนำให้เด็กเกิดเชื้อดื้อยาซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การรับประทานยาปฏิชีวนะโดยที่ไม่จำเป็นนั้น นอกจากจะมีอันตรายคือทำให้เด็กแพ้ยา มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แล้ว ยังทำให้เชื้อดื้อยาจนรักษายากขึ้นด้วย รวมไปถึงทำให้มูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก Ho Su Ho Bo Bu Th Wh Hi Hi Ho An Th An To Ho Do Hi Hi Go Fr ทั้งนี้ จากรายงานการผลิตและนำเข้ายาประจำปี 2552 พบว่า ประเทศไทยใช้ยาปฏิชีวนะมูลค่าปีละกว่า 10,000 ล้านบาท มีผู้ติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะมากกว่า 100,000 คน อยู่โรงพยาบาลนานขึ้นกว่า 1 ล้านวัน และเสียชีวิตมากกว่า 30,000 คน
ดังนั้น การใช้ยาปฏิชีวนะจึงควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น หากมีอาการเจ็บคอ ทางที่ถูกต้องคือควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องก่อนใช้ยาปฏิชีวนะ
ทั้งนี้ ล่าสุด กลุ่มนักศึกษาแพทย์ทั่วประเทศกว่า 150 คน จาก 6 สถาบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสถาบันพระบรมราชชนก ได้ออกมาทำแฟลชม็อบ เพื่อร่วมต้านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุผล เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ณ Digital Gateway สยามสแควร์ ซึ่งภายในงานมีการรณรงค์การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เพื่อลดการดื้อยา
โดยโรคที่ทำการรณรงค์ว่าสามารถหายเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งยาปฏิชีวนะมีทั้งหมด 3 โรคด้วยกันคือ 1.ท้องเสีย ซึ่ง 99% เกิดจากเชื้อไวรัส หรืออาหารเป็นพิษ เพียงดื่มน้ำเกลือแร่ก็หายได้ เพียงแต่ต้องจำกัดการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารแข็งและนม แล้วรับประทานผงเกลือแร่และน้ำ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป นอกจากนี้ หากอุจจาระมีมูกเลือดปน และอาการท้องเสียไม่ดีขึ้นใน 24 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์
ซึ่งกลุ่มที่ท้องเสียมีการถ่ายเหลวและมีมูกเลือดปน มีไข้ ตรวจพบเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ กลุ่มนี้จึงจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้ออะมีบา หรือที่มักวินิจฉัยกันว่าเป็นโรคบิด ต้องกินยาฆ่าเชื้อ แต่ควรจะไปพบแพทย์ก่อนที่จะซื้อมารับประทานเอง เพราะจากข้อมูลทางสถิติโดยกรมควบคุมโรคได้รับรายงานจากสถานพยาบาลต่างๆ ในปี 2550 พบว่า ผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงมี1,433,230 ราย มีผู้ป่วยเพียง 19,026 รายที่เข้าข่ายโรคบิด จึงมีผู้ป่วยที่ควคกินยาปฏิชีวนะเพียง 1.3% เท่านั้น
2.หวัด-เจ็บคอ อย่างที่กล่าวไปแล้วนั้นว่ามากกว่า 80% เกิดจากเชื้อไวรัส การพักผ่อนและทำร่างกายให้อบอุ่น ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายแข็งแรง กำจัดไวรัสได้เร็วขึ้น จึงหายป่วยเร็วขึ้น และ 3.แผลเลือดออก โดยเกิดจากมีดบาด แผลถลอก ถ้าทำความสะอาดอย่างถูกวิธีและป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำ แผลก็จะหายเองได้
ทั้ง 3 โรคที่เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้บ่อย จึงไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้นแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังเป็นการสิ้นเปลืองและเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาด้วย ดังนั้น ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าโรคที่เป็นนั้นจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่
เด็กสมัยนี้ไม่แข็งแรงเท่ารุ่นพ่อแม่
สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาเผยผลการศึกษาสุขภาพของเด็กจำนวน 25 ล้านคน Fr Wh Ho Ex Va Th To Wh Fo Ze Th Ze Ho Wh Ho Ki Gr Hu Bu Co Hi Ho Wo Do Wo จาก 28 ประเทศทั่วโลกโดยวิเคราะห์ข้อมูลกว่า 46 ปีก่อนเพื่อชี้ให้เห็นว่าเด็กสมัยนี้วิ่งได้ช้ากว่าพ่อแม่ในช่วงวัยเดียวกัน
ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า สุขภาพของเด็กในยุคสมัยนี้ไม่แข็งแรงเท่ากับรุ่นพ่อแม่ โดยพบว่าอัตราความเร็วเฉลี่ยในการวิ่งของเด็กสมัยใหม่ช้ากว่าถึง 90 วินาทีต่อไมล์ หากเทียบกับเด็กสมัยก่อน
อย่างไรก็ดี แพทย์ได้แนะนำว่าควรให้เด็กได้ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงอย่างน้อย 1 ชม. เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจในอนาคต
ไม่สมเหตุสมผลในที่นี้คือ มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นอย่างมากทั้งในคนและในสัตว์ ยกตัวอย่าง เมื่อเวลาเจ็บคอ ก็มักจะนิยมรับประทานยา อะม็อกซี หรือ Amoxicillin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย เท่านั้น แต่สาเหตุของการเจ็บคอมากกว่า 75% เกิดจากเชื้อไวรัสที่ยาปฏิชีวนะไม่สามารถช่วยรักษาให้หายได้ มีเพียงน้อยกว่า 15% เท่านั้นที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
นอกจากนี้ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ ได้กล่าวไว้ในการแถลงข่าวเรื่องการรณรงค์การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในเด็ก : Antibiotics Smart Use in Children (ASU KIDs) เนื่องในวัน Antibiotic Awareness Day ว่า การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินจำเป็นส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากผู้ปกครองด้วย
ผู้ป่วยเด็กที่มีอาการไข้หวัด-เจ็บคอ ซึ่งมักพบบ่อยในเด็ก 2-5 ปี เป็นโรคที่สามารถหายเองได้โดยภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กรับประทานยามากเกินไป โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถรักษาอาการไข้หวัด-เจ็บคอ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้ อีกทั้งยังเป็นอันตรายอาจทำให้เด็กแพ้ยาเพิ่มความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้ในเด็ก ที่สำคัญคืออาจเหนี่ยวนำให้เด็กเกิดเชื้อดื้อยาซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การรับประทานยาปฏิชีวนะโดยที่ไม่จำเป็นนั้น นอกจากจะมีอันตรายคือทำให้เด็กแพ้ยา มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แล้ว ยังทำให้เชื้อดื้อยาจนรักษายากขึ้นด้วย รวมไปถึงทำให้มูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก Ho Su Ho Bo Bu Th Wh Hi Hi Ho An Th An To Ho Do Hi Hi Go Fr ทั้งนี้ จากรายงานการผลิตและนำเข้ายาประจำปี 2552 พบว่า ประเทศไทยใช้ยาปฏิชีวนะมูลค่าปีละกว่า 10,000 ล้านบาท มีผู้ติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะมากกว่า 100,000 คน อยู่โรงพยาบาลนานขึ้นกว่า 1 ล้านวัน และเสียชีวิตมากกว่า 30,000 คน
ดังนั้น การใช้ยาปฏิชีวนะจึงควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น หากมีอาการเจ็บคอ ทางที่ถูกต้องคือควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องก่อนใช้ยาปฏิชีวนะ
ทั้งนี้ ล่าสุด กลุ่มนักศึกษาแพทย์ทั่วประเทศกว่า 150 คน จาก 6 สถาบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสถาบันพระบรมราชชนก ได้ออกมาทำแฟลชม็อบ เพื่อร่วมต้านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุผล เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ณ Digital Gateway สยามสแควร์ ซึ่งภายในงานมีการรณรงค์การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เพื่อลดการดื้อยา
โดยโรคที่ทำการรณรงค์ว่าสามารถหายเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งยาปฏิชีวนะมีทั้งหมด 3 โรคด้วยกันคือ 1.ท้องเสีย ซึ่ง 99% เกิดจากเชื้อไวรัส หรืออาหารเป็นพิษ เพียงดื่มน้ำเกลือแร่ก็หายได้ เพียงแต่ต้องจำกัดการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารแข็งและนม แล้วรับประทานผงเกลือแร่และน้ำ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป นอกจากนี้ หากอุจจาระมีมูกเลือดปน และอาการท้องเสียไม่ดีขึ้นใน 24 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์
ซึ่งกลุ่มที่ท้องเสียมีการถ่ายเหลวและมีมูกเลือดปน มีไข้ ตรวจพบเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ กลุ่มนี้จึงจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้ออะมีบา หรือที่มักวินิจฉัยกันว่าเป็นโรคบิด ต้องกินยาฆ่าเชื้อ แต่ควรจะไปพบแพทย์ก่อนที่จะซื้อมารับประทานเอง เพราะจากข้อมูลทางสถิติโดยกรมควบคุมโรคได้รับรายงานจากสถานพยาบาลต่างๆ ในปี 2550 พบว่า ผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงมี1,433,230 ราย มีผู้ป่วยเพียง 19,026 รายที่เข้าข่ายโรคบิด จึงมีผู้ป่วยที่ควคกินยาปฏิชีวนะเพียง 1.3% เท่านั้น
2.หวัด-เจ็บคอ อย่างที่กล่าวไปแล้วนั้นว่ามากกว่า 80% เกิดจากเชื้อไวรัส การพักผ่อนและทำร่างกายให้อบอุ่น ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายแข็งแรง กำจัดไวรัสได้เร็วขึ้น จึงหายป่วยเร็วขึ้น และ 3.แผลเลือดออก โดยเกิดจากมีดบาด แผลถลอก ถ้าทำความสะอาดอย่างถูกวิธีและป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำ แผลก็จะหายเองได้
ทั้ง 3 โรคที่เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้บ่อย จึงไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้นแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังเป็นการสิ้นเปลืองและเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาด้วย ดังนั้น ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าโรคที่เป็นนั้นจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่
เด็กสมัยนี้ไม่แข็งแรงเท่ารุ่นพ่อแม่
สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาเผยผลการศึกษาสุขภาพของเด็กจำนวน 25 ล้านคน Fr Wh Ho Ex Va Th To Wh Fo Ze Th Ze Ho Wh Ho Ki Gr Hu Bu Co Hi Ho Wo Do Wo จาก 28 ประเทศทั่วโลกโดยวิเคราะห์ข้อมูลกว่า 46 ปีก่อนเพื่อชี้ให้เห็นว่าเด็กสมัยนี้วิ่งได้ช้ากว่าพ่อแม่ในช่วงวัยเดียวกัน
ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า สุขภาพของเด็กในยุคสมัยนี้ไม่แข็งแรงเท่ากับรุ่นพ่อแม่ โดยพบว่าอัตราความเร็วเฉลี่ยในการวิ่งของเด็กสมัยใหม่ช้ากว่าถึง 90 วินาทีต่อไมล์ หากเทียบกับเด็กสมัยก่อน
อย่างไรก็ดี แพทย์ได้แนะนำว่าควรให้เด็กได้ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงอย่างน้อย 1 ชม. เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจในอนาคต
Subscribe to:
Posts (Atom)