Sunday, July 26, 2015

5 อันตรายที่ซ่อนเร้นในร้านทำผม

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ดังนั้นจึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าตัวช่วยเสริมสวยเสริมหล่ออย่าง ร้านทำผม นั้น เป็นสิ่งที่ช่วยอัพลุคส์ของคุณสาวๆ ดูดีได้

กระนั้นพิษภัยที่มาจากร้านเสริมสวยก็มีไม่น้อย มีตั้งแต่อันตรายเล็กน้อยอย่างเรื่องผมแห้งแตกปลาย ไล่ไปจนถึงเสียชีวิตจากการที่หลอดเลือดบริเวณต้นคอฉีกขาดจนอุดตัน จากขอบอ่างล้างผมที่แข็งจนเกินไป ก็มีให้เห็นกันอยู่เนืองๆ

ดังนั้นเพื่อให้คนรักสวยรักงามทั้งหลาย ที่ตัดสินใจก้าวเท้ามาในร้านเสริมสวยได้ งาม สมใจ แถมออกไปพร้อมกับสุขภาพที่ดีนั้น มีคำแนะนำจากแฮร์สไตลิสชื่อดัง ได้ออกมาเตือนให้ทราบถึงอันตราย จากเครื่องใช้ไม้สอยที่อยู่ในร้านซาลอนใกล้บ้านมาฝากกัน

1.อ่างสระผม


มีหลักฐานอ้างอิงว่าในขณะที่คุณนอนพิงศีรษะไปยังบริเวณขอบอ่างสระผม อาจก่อให้เกิดอันตรายกับคอของคุณได้ เมื่อคุณนอนเอนหัวลงในตำแหน่งดังกล่าวบนพื้นอ่างที่ค่อนข้างแข็ง อาจทำให้เส้นหลอดเลือดบริเวณต้นคอฉีกขาดได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การอุดตันและทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาต่อมา แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ในทางตรงกันข้ามความเป็นไปได้ที่จะเกิดกรณีนี้ขึ้นก็มีความเป็นไปได้ยาก เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ  เช่น การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกจนนำมาสู่อาการดังกล่าว

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ลูกค้าผู้ใช้บริการแนะนำให้ร้านซาลอนดังกล่าวควรมีผ้าขนหนูรองหรือหมอนหนุนไว้บริเวณขอบอ่าง หรือใต้ท้ายทอยของคุณขณะล้างหรือทำความสะอาดเส้นผม ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องจุดเสี่ยงบริเวณดังกล่าว แต่ถ้าหากคุณรู้สึกอึดอัด หรือก่อนหน้านี้คุณเคยได้รับการผ่าตัดบริเวณต้นคอ และคุณไม่มั่นใจในช่างทำผม แนะนำให้คุณใช้ความระมัดระวังขณะทำความสะอาดเส้นผม หรือบอกให้ช่างเสริมสวยล้างผมที่อ่างจานแทน รับรองปลอดภัยชัวร์

2.เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ อาทิ ไดร์เป่าผมแปรงม้วนผม

ไดร์เป่าผมที่ใช้เซตทรงผมของคุณนั้น มีพลังความร้อนอยู่ในตัว ซึ่งความร้อนดังกล่าวจะเป็นตัวฆ่าเชื้อโรคทางอ้อมให้กับอุปกรณ์ชิ้นนี้ พูดง่ายๆ ว่าคุณไม่ต้องตกใจหากไม่เคยเห็นช่างทำผมฆ่าเชื้อหรือทำความสะอาดอุปกรณ์เสริมสวยของเขาเลย ไม่ว่าจะแปรงม้วนผม หรือแม้แต่ไดร์เป่าผมก็ตาม แม้ว่ากฎหมายจะระบุให้เหล่าบรรดาร้านเสริมสวยต้องรักษาสุขภาพอนามัยของผู้ใช้บริการ โดยการหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์เสริมความงามดังกล่าวก็ตาม เช่น กฎหมายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ระบุไว้ว่าช่างทำผมรวมถึงช่างแต่งหน้า ควรทำความสะอาดหวีโดยการล้างด้วยน้ำสบู่ ผงซักฟอก หรือแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ ที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานคัดกรองความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์ หรือ  EPA

อย่างนั้นก็เถอะ ผู้ใช้บริการร้านซาลอนทุกคนก็จำเป็นต้องขอร้องให้ช่างทำผมทำความสะอาดอุปกรณ์สำหรับทำผมทุกชนิดโดยการฆ่าเชื่อนั่นเอง และยิ่งถ้าหากคุณเห็นเส้นผมลูกค้าคนใดคนหนึ่งติดอยู่ในแปลงม้วนผมล่ะก็ แนะนำว่าให้คุณรีบบอกกับช่างทำผมคนดังให้เปลี่ยนแปลง หรือทำความสะอาดโดยด่วน

3.สารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผม

ไม่ว่ายืด ไดร์ สระ ซอย ฯลฯ หรือทำผมทรงดัดแบบชี้ฟูทั้งหัวซึ่งกำลังฮิตในหมู่ซุปตาร์ดังอย่าง เจโล, เจนิเฟอร์ เอนิสตัน  หรือทรง Brazilian blowout แล้วล่ะก็ คุณต้องแน่ว่าน้ำยาดัดผมที่ใช้ปลอดภัยจากสาร ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือที่รู้จักกันว่าเป็นสารก่อมะเร็ง Yo Th So Yo Wo Ze Th Th Ze Bo Go Fr Ho Hi Wh Wo Wo An Hi Hi Ha  เนื่องจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ออกมาระบุว่า สารเคมีดังกล่าวนั้นมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งโพรงจมูกและมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่น่าสนใจไปกว่านั้น น้ำยายืดผมเกือบทุกชนิดมีส่วนประกอบของสารไฮดรอกไซแคลเซียม, แอมโมเนีย ไทโอไกลโคเลท สารกัวนิวดีน คาร์บอเนต และไฮดรอกไซลิเธียม ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อผิวและเส้นผม

ดังนั้น หากคุณมีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการดัด-ย้อมผม เพื่อป้องกันอันตรายจากสารเคมีที่อาจปนเปื้อนในน้ำยาจัดแต่งทรงผมเหล่านี้ แต่เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง และหากคุณไม่แน่ใจว่าสารเคมีอาจปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ดัดผมแล้วล่ะก็ แนะนำให้ถามสไตลิสทำผมก่อนทุกครั้งว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ปลอดภัยสำหรับคุณอย่างแท้จริง และหากว่าคุณกังวลเกี่ยวกับกลิ่น หรือควันที่ออกระหว่างดัดผมนั้น แนะนำให้ขอหน้ากากจากช่างทำผม อย่างไรก็ตาม คุณต้องแน่ใจว่าช่างทำผมของคุณมีความรู้ความสามารถเพียงพอ ว่าผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผมจะทำให้คุณแพ้หรือไม่ เพื่อป้องกันอันตรายจากการเสริมสวย ไม่ให้เกิดขึ้นอย่างที่ผ่านๆ มา

4.ร้านทำผมที่ขาดระบบระบายอากาศที่ดี

ในระหว่างที่คุณกำลังเสริมสวยคุณไม่ควรพูดคุย เพราะคุณอาจหายใจเข้าไอระเหยจากสีย้อมผม หรือสารเคมีอื่นๆ เข้าไป ดังนั้นแนะนำว่าก่อนที่คุณจะเดินเข้าร้านทำผมใดก็แล้วแต่ต้องสำรวจว่าภายในร้านมีหน้าต่างระบายอากาศหรือไม่ ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้จากการที่หากคุณต้องทำตาหยีเมื่อก้าวเข้ามาในร้าน นั่นหมายความว่า บรรยากาศภายในร้านล้วนปกครอบไปด้วยไอระเหยจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแล้ว หรืออากาศในร้านถ่ายเทไม่สะดวก ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อแบคทีเรียที่ปะปนในอากาศให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี

นอกจากความร้อนที่มาจากไดร์เป่าผม เมื่อบวกกับไอระเหยสารเคมีในน้ำยาตกแต่งทรงผม ยังเป็นตัวการที่สร้างควันพิษ ซึ่งไปกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืดกำเริบขึ้นมาอีกด้วย ขณะก็ส่งผลข้างเคียงอย่างอาการปวดศีรษะ หรือเกิดความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อได้เช่นกัน  ดังนั้น หากคุณสาวๆ คิดที่จะเข้าร้านทำผมใดๆ ก็แล้วแต่ ขอให้สังเกตบรรยากาศภายในร้านว่ามีพัดลมระบายอากาศ พัดลมตั้งโต๊ะที่บริเวณพนักต้อนรับ หรือมีการเปิดหน้าต่างหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสูดไอระเหยจากสารเคมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง

5.ไดร์เป่าผมทำผมเสีย

คุณสาวคนไหนที่ตกลงปลงใจทำสีผมนั้น แนะนำว่าไม่ควรอยู่ใต้ไดร์เป่าผมขนาดใหญ่นานจนเกินไป แม้ว่าการเป่าผมในขณะทำสีนั้น จะช่วยให้เม็ดสีแตกตัวเร็วขึ้น ซึ่งช่วยให้สีผมติดทนนานก็ตาม เพราะหลายคนอาจมองข้ามเรื่องดังกล่าว เนื่องจากคิดว่าจะไม่เกิดผลกระทบใดๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไดร์เป่าผมคือตัวทำลายเส้นผมของคุณแห้งเสียและแตกปลายอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้

10 ความรู้เรื่องเอดส์

สภากาชาดไทยให้ความรู้เรื่องเอดส์และการตรวจเอดส์ ไว้หลายประการ ดังนี้

1.เอดส์ ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้อื่น

2.เอดส์ สามารถป้องกันได้โดยการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือโดยการเลิกเสพยา หรือโดยการใช้เข็มฉีดยาที่สะอาดทุกครั้งที่เสพยา แต่ก็มีคนไทยติดเชื้อใหม่ปีละเกือบ 200,000 รายคนที่ติดเชื้อใหม่ติดมาจากคนที่ติดเชื้ออยู่ก่อน แต่ไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยไปตรวจ หรือไม่มีอาการอะไร

3.คนที่ติดเชื้ออาจไม่มีอาการอะไรเลยเป็นปีๆ หรืออาจมีอาการป่วยขึ้นมากะทันหัน จนเสียชีวิตได้

4.การตรวจ Anti - HIV เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (เอดส์) โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ สามารถตรวจพบได้หลังจากรับเชื้อมาแล้ว 2-6 สัปดาห์

5.ถ้าอยากตรวจพบให้เร็วขึ้น เช่นภายหลังรับเชื้อมาเพียง 3-7 วัน ต้องตรวจด้วยวิธี Nucleic Acid Technology (NAT) ปัจจุบันคลินิกนิรนามให้บริการตรวจด้วยวิธี NAT ทุกราย ถ้าการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) ด้วยวิธีแรกแล้วไม่พบ6.การติดเชื้อคนไทยทุกคน ทุกสิทธิ สามารถตรวจหา Anti - HIV ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศไทย โดยตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง ตามชุดสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)

7.ใครบ้างที่ควรตรวจเอดส์ ทุกคนที่ติดยาเสพติดโดยการฉีด และทุกคนที่เคย หรือกำลังมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยแม้เพียงครั้งเดียว  Ha De Fo Yo Yo Bi Wo Wo Mo Bu Wo Ki Ex Co Th Wh Ha De Fo Yo Yo Th So Yo ทั้งกับคนที่รู้จัก (เช่น สามี หรือภรรยาของตัวเอง) หรือไม่รู้จัก ถือว่ามีพฤติกรรมที่มีโอกาสติดเอดส์ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เรามีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้นเคยมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเอดส์มาก่อนหรือเปล่า ดังนั้น ว่าไปแล้วคนเกือบทุกคนสมควรจะตรวจเอดส์อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต

8.ก่อนการตรวจเอดส์ทุกครั้ง ผู้ตรวจควรมีข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเอดส์และการตรวจเอดส์ ซึ่งอาจหาได้จากการขอรับคำปรึกษาเป็นรายบุคคล หรือหาอ่านได้จากแหล่งข้อมูล เช่นสายด่วน 1663 หรือที่ www.trcarc.org หรือ www.adamslove.org

9.ปัจจุบัน คนที่ติดเชื้อไม่ต้องป่วย หรือเสียชีวิตจากเอดส์อีกแล้ว ถ้ารู้ตัวแต่เนิ่นๆ และรักษาแต่เนิ่นๆ ถ้ารู้ตัวเร็วและรักษาเร็ว อาจไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต

10.คนที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นได้ โดยไม่เป็นภัยหรือเป็นภาระกับใครจึงเป็นประโยชน์และไม่น่ากลัวที่เราจะไปตรวจเอดส์กัน

อย่างน้อยก็สักครั้งในชีวิต ตรวจเพื่อให้รู้ว่าเราไม่ติดเชื้อ ชีวิตจะได้ก้าวไปอย่างมั่นใจ 

No comments:

Post a Comment